forwriter.com
 
นวนิยายรักโรแมนติก

 


คลื่นทราย ใต้แสงดาว

โดยหนึ่งลิปดา

นวนิยายชุด ตระกูลเบ็ญจรงค์

 

 

๑๒

ไรอันเหยียบคันเร่งจนมิด แม้ยังไม่ถึงสิบโมงเช้า แต่แดดที่เชดาทานก็จ้า เสียจนสะท้อนแสงวิบๆ บนถนนแคบๆนี้ มีการเปลี่ยนแผนเล็กน้อย เพราะเหตุขลุกขลักที่ลาบีบแจ้งเข้ามา เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ฟังจากเสียงของลาบีบที่รายงานเข้ามาก็ออกจะฉุนเฉียวไม่น้อย อาคินก็นั่งหน้าเครียดครุ่นคิดเสียจนทำให้เขาแปลกใจ ความจริงมันก็น่าแปลกใจตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว เมื่อลาบีบให้คนมาแจ้งว่าไม่ต้องรออาคิน แต่ยังไม่ถึงชั่วโมง อาคินก็กลับมาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมขึ้นห้องทันที เขาไม่เคยเห็นอาคินเป็นอย่างนี้ และไม่คิดว่ามันจะมาจากเรื่องงาน เพราะต่อให้เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ มีอันตรายแค่ไหน ก็ไม่เคยทำให้อาคินเครียดได้ จะเดาได้สาเหตุเดียว จากมิสเบ็ญจรงค์นั่นแน่นอน

เขาเชื่อว่าเธอไม่ธรรมดา ตั้งแต่อยู่บนเครื่องบินแล้ว ก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่เขาเห็นตอนที่เธอจงใจเอาส้นรองเท้าบดขยี้เท้าอาคินแล้วทำหน้าตาเฉยได้ถึงขนาดนั้น แต่ที่น่าแปลกใจก็คือตัวอาคินนั่นแหละ ได้ทำในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็น คือ ต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิง เท่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นอาคินจะสนใจเอาชนะคะคานกับผู้หญิงคนไหน แต่แค่เรื่องเปลี่ยนที่นั่ง ยังไม่มีใครยอมใคร หากสายไม่บอกมาว่าจะมีการตรวจค้นเครื่องบิน เขาเชื่อว่าอาคินคงต้องนั่งอยู่ที่เดิมนั่นแน่ แต่ใครจะไปคิดว่าสองคนนี้จะมาเจอกันได้อีกด้วยสถานการณ์แปลกๆนี้ และหากเชื่อถือโชคลางเขาคิดว่ามิสเบ็ญจรงค์นั่นต้องเป็นดาวนำโชคของอาคิน เพราะมันช่างบังเอิญเหลือเกินที่เรื่องราวคับขัน เธอผู้นั้นก็เข้ามาช่วยได้อย่างไม่รู้ตัวอย่างที่เรียกว่าคาดไม่ถึง แต่เขาก็ไม่คิดหรอกว่า ที่อาคินต้องการให้นำเเธอไปด้วยเพราะเป็นดาวนำโชค มันมีอะไรมากกว่านั้น อาคินไม่เคยมีปัญหาเรื่องผู้หญิง แต่เธอผู้นี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า นี่คือปัญหาของอาคิน เป็นปัญหาทางใจที่ไม่มีเพียงเขาหรอกที่คิดเช่นนี้ หลายคนมองออก แต่ที่น่าสงสัยก็คือ เธอผู้นั้นจะมองออกบ้างหรือเปล่า หาไม่แล้ว ด้วยนิสัยไม่ยอมแพ้ของเธอ คงทำให้ งานอาคินหนักแน่

ไรอันชะลอรถเพียงเล็กน้อย เมื่อเลี้ยวเข้าไปยังจุดหมาย และเมื่อเห็นภาพที่อยู่ข้างหน้า เขาก็เอ่ยปากอย่างลืมตัวว่า

“ อ้าว ! รถพวกนั้นเป็นอะไร? ”

ภาพที่เห็นไม่ทำให้ใบหน้าเฉยเมยของอาคินเปลี่ยนไป จะมีก็แต่แววตาที่นิ่งมีประกายบางอย่างวูบขึ้นแล้วก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ความจริงเขาควรจะตรงไปสมทบกับคาริดาที่หมู่บ้านทามีดัน เลยทีเดียว แต่รายงานจากลาบีบ ทำให้เขาต้องแวะมา

“ เธอใช้ปืนผมยิงยางรถ ถ้าไม่อยากให้ผมจับเธอมัดไปแล้วละก็ คุณมาจัดการเองอาคิน ”

เสียงลาบีบขุ่นจัด ซึ่งอาคินก็วาดภาพไม่ออกว่า เธอจะแย่งปืนไปจากลาบีบได้ยังไง แต่รู้ว่าสิ่งที่เธอทำ มันต้องทำให้ลาบีบถูกล้อเลียนไม่หยุดแน่นอน เขาก็นึกอยากจะขำเหมือนกัน แต่มันขำไม่ออก แต่มันน่าโมโหเสียจริงๆ ที่ลาบีบเผอเรอถึงกับให้เธอแย่งปืนไปยิงล้อรถเอาง่ายๆ อย่างนั้น หากเธอคิดร้ายจริงๆ มิต้องมีคนตายไปเหรอ

เมื่อลงจากรถอาคินก็เดินผ่านคนของเขาที่กำลังเปลี่ยนยางรถอยู่เหมือนไร้ความรู้สึก ลาบีบยืนหน้าบึ้งขุ่นแกมอับอายอยู่ด้านใน ชายหนุ่มเพียงแต่พยักหน้าให้ เดินผ่านตรงไปยังห้องของเธอทันที และเมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นร่างสูงระหงนั้นยืนหันหลังให้ที่หน้าต่าง และจากจุดที่เธอยืนอยู่เขาเชื่อว่าคงเห็นรถของเขาที่ขับเข้ามากับไรอันแล้ว

ส่วนยายโทโท่ก็นั่งเงียบอยู่ที่เตียง พอเห็นเขานางก็ลุกขึ้น เดินออกไปโดยที่ไม่ต้องสั่ง แต่จากแววตา อาคินก็รู้ว่านางเองก็ไม่พอใจอะไรสักอย่าง มันทำให้เขาอดจะนึกเสียไม่ได้ว่า มิสเบ็ญจรงค์ผู้นี้ถึงกับเปิดศึกกับคนสำคัญที่มีหน้าที่ต้องดูแลเธอทั้งสองคนเชียวเหรอ ?

อาคินพยายามมองอย่างเข้าใจว่า ผู้หญิงที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่นี่ ไม่เพียงแต่สวยแต่เธอยังเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง เธอมีศักดิ์ศรีของเธอ หากคิดว่าเป็นตัวเขาเอง เขาก็ต้องยอมรับว่า เขาคงจะไม่พอใจเช่นกัน แต่สิ่งที่ค้นพบเมื่อคืน มันทำให้เขามุ่งมั่นที่จะต้องนำเธอไปด้วยให้ได้ แม้ว่าจะมีคำถามหลากหลายมากมายในใจที่ผุดขึ้นมา แต่ผลลัพธ์ของมันก็คือ การตอกย้ำว่า เขาต้องเอาตัวเธอไปด้วย ไม่เพียงจะแค่ทะเลทราย แต่มันต้องทุกๆ ที่ที่เขาอยู่จนกว่าเขาจะได้รับคำตอบที่ต้องการคือ เธอได้มีดสั้นนั้นมาอย่างไร?

“ ผมต้องทำยังไง คุณถึงจะเต็มใจไปและไม่ก่อเรื่อง ”

ระรินดาว หันกลับมาช้าๆ มองอาคินที่จ้องเธอด้วยแววตานิ่งขรึม เขาดูสะอาดสะอ้าน ไม่ได้อยู่ชุดเสื้อคลุมเหมือนเมื่อวานแต่เป็นเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้มและกางเกงยีนส์ เธอจ้องไปที่ไหล่เขาอย่างลืมตัว ก่อนจะเลยขึ้นไปสบตากับเขาอีกครั้งก่อนจะหันกลับไม่พูดอะไร

“ ผมไม่อยากเดินเข้าไปใกล้คุณ แล้วให้ใครๆ เห็นว่าเราทะเลาะกันอีก มาคุยกันด้วยเหตุผลได้ไหม? ”

ระรินดาวหันกลับมา มองหน้าเขา

“ ฉันไม่... ”

เธอยังพูดไม่จบ อาคินก็สวนขึ้นว่า

“ อย่าพูดถึงประเด็นว่าคุณไม่อยากไป เพราะมันซ้ำซากวนเข้าความเป็นไปไม่ได้ เพราะถึงที่สุดแล้วไม่ว่าคุณจะไม่เต็มใจแค่ไหนต่อให้ต้องมัดมือมัดเท้าคุณผมก็จะทำ ”

ระรินดาวเม้มปากแน่น แววตาเธอวาบขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว กับวาจาและท่าทีที่นิ่งแน่วแน่ของเขา ทะเลาะกับคนที่นิ่งมั่นใจในตัวเองอย่างเขา หากเธอใช้อารมณ์มันก็พลาดอย่างเดียวริมฝีปากหญิงสาวเหยียดออกเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า

“ ฉันเกลียดวิธีที่คุณปฏิบัติต่อฉัน ”

“ ผมไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อคุณ ”

“ ใช่ ! แต่ผลมันคือทำให้ฉันอยู่ที่นี่ และเป็นแบบนี้ ”

ใบหน้าเรียบเฉยนั้นจ้องเธอนิ่ง ก่อนจะพูดออกมาในที่สุดว่า

“ ผมขอโทษ ”

ระรินดาวยักไหล่ แค่นเสียงหึ ออกมา ส่ายหน้าให้กับคำขอโทษของเขาไม่มีน้ำหนักเลยในสถานการณ์อย่างนี้

“ แค่ขอโทษไม่พอ รู้อะไรไหม เลือดบ้าฉันมันเยอะ ต่อให้คุณเอาตัวฉันไปได้ ฉันก็จะสร้างเรื่องให้กับคุณไม่หยุดหย่อน ”

“ ผมเห็นแล้ว และก็มาถามอยู่นี่ไงล่ะ ว่าจะให้ผมทำยังไงคุณถึงจะพอใจ ” อาคินตอบอย่างใจเย็น แต่ความใจเย็นของเขาทำเอาระรินดาวฉุนจัดแค่นเสียงประชดว่า

“ อยากจะให้ฉันพอใจงั้นเหรอ ? ” เธอเหยียดยิ้ม “ อย่าเสียเวลาเลย เพราะยังไงฉันก็ไม่พอใจ แต่ในเมื่อคุณมุ่งมั่นจะให้ฉันไปให้ได้ ฉันก็จะเก็บความไม่พอใจเอาไว้ แต่ก็อยากรู้ว่า ทำไมต้องเป็นฉัน ”

อาคินมองสายตาแน่วนิ่งที่จ้องมายังเขา เหมือนจะว่า อย่างน้อยมันต้องมีคำตอบ ให้กับเธอ ...ใช่มันต้องมีคำตอบ เขาไม่เคยทำอะไรโดยปราศจากเหตุผล

“ ผมมีคนเจ็บ ที่ต้องการให้คุณช่วยดูแล ”

ระรินดาวยักไหล่นิดๆ เธอไม่เชื่อเหตุผลเขาแม้แต่น้อย หากจะหมายถึงคนเจ็บที่เธอเคยเห็น ก็มีหมอร่างเล็กที่ชื่อฟันจาร์อยู่แล้ว แต่มันก็เป็นข้ออ้างที่พอจะสงบศึกแบบพบกันครึ่งทางได้ เพราะยังไงสัญชาตญาณของเธอก็บอกให้รู้ว่า ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอนี้เอาจริง เขาไม่ปล่อยเธอแน่ ก็บ้าที่ไหนจะกระโดดจากรถตามเธอไปอย่างนั้นกันเล่า โดยส่วนตัวเธอเองก็มีอยากรู้อยากเห็นไม่น้อย แต่เมื่อมันเหมือนถูกบังคับอย่างนี้น้ำเสียงจึงทั้งฉุนเฉียวทั้งอัดอั้นไม่น้อยเมื่อถามว่า

“ แล้วฉันต้องไปทนทุกข์อยู่ทะเลทรายบ้าๆ นั้นนานกี่วัน ”

“ ไม่เกินสองอาทิตย์ ไม่ใช่ไปทนทุกข์ และไม่ใช่ทะเลทรายบ้าๆ ด้วย ”

เขาตอบพร้อมกับแย้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนแม้จะโกรธแต่ระรินดาวนึกขำ นายอาคินนี่ท่าจะรักทะเลทรายของเขาเสียจริงๆ หญิงสาวอดไม่ได้ที่พูดเยาะๆ อย่างไม่จริงจังนักว่า

“ จากที่เห็น ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะปลอดภัย หรือ ได้รับความสะดวกสบายตรงไหนเลย ”

อาคินขบกรามแน่น แม้ไม่ชอบน้ำเสียงเยาะหยัน แต่ก็รู้ว่าเธอพูดถูก การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงไม่ปลอดภัยแต่ยังเต็มไปด้วยอันตราย ความสะดวกสบายนั้น ไม่ต้องพูดถึงกับผู้หญิงที่ไม่คุ้นเคยกับความร้อนแห้งแล้งอย่างเธอ แต่เขาก็ยังดึงดันจะให้เธอไปด้วย เพราะเหตุผลที่เขาเองก็เพิ่งจะกล้ามั่นใจว่า มันเนื่องมาจากมีดที่เขาค้นพบในเป้เธอเมื่อคืนนั่นแหละดังนั้นไม่ว่าเธอจะไม่เชื่อถือ หรือเยาะหยันแค่ไหน อาคินก็ยังตอบไปว่า

“ คุณจะปลอดภัย ได้รับความสะดวกสบายราวกับเจ้าหญิง ”

ระรินดาวหัวเราะอย่างขบขันด้วยความไม่เชื่อถือออกมาอย่างเปิดเผย

“ ฉันไม่หวังถึงขนาดนั้นหรอก แต่มีอยู่อย่างที่อาจทำให้ฉันพอใจ... ” เธอเลิกคิ้วสูง แววตาเหมือนจะท้าทายริมฝีปากแย้มเยือนนิดๆ เมื่อพูดต่อว่า “ คุณขอร้องคนเป็นไหม? ”

ขอร้อง อาคินถึงกับอึ้ง เ ธอต้องการให้เขาขอร้อง ฟังดูก็ง่ายหรอกนะ ในชีวิตที่เติบโตมา แบกรับความรับผิดชอบหลายอย่าง ทำให้เขาเคยชินกับการสั่งการ เคยชินกับการได้รับการยอมรับนับถือ เขาจำไม่ได้หรอกว่าที่ผ่านมาเขาเคยขอร้องใครไหม แต่ท่าทางและสายตาอย่างนี้ ลึกลงไปแล้วมันไม่ใช่ คำขอร้องหรอกที่เธอต้องการ เธอกำลังเจาะเข้าไปในปราการความเป็นตัวตนของเขาอยู่ต่างหาก อย่างอาคินนะเหรอ ต้องขอร้องผู้หญิง

“ ก็ได้ ผมขอร้อง ”

พูดออกไปแล้ว อาคินก็ต้องขมวดคิ้วเพราะไม่คาดคิดที่จะเห็นรอยยิ้มอย่างสดใส นัยน์ตาพราวระยับที่มองเขาอย่างขำๆ นี่เธอพออกพอใจกับการทำให้เขาเอ่ยปากขอร้องขนาดนี้เชียวหรือ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรก็ต้องแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงเธอพูดอย่างกระตือรือร้นว่า

“ มีอยู่เรื่อง ฉันอยากให้คุณช่วย ”

 

“ อะไร? ”

“ ช่วงที่อยู่ด้วยกัน คุณช่วยบอกยายโทโท่สอนเบลลี่ด๊านท์ฉันหน่อยได้ไหม ”

“ คุณอยากเต้นเป็น? ”

ระรินดาวพยักหน้า พูดอย่างไม่สนใจกับสายตาแปลกๆ ของเขา

“ อย่างน้อย ถ้าทะเลทรายมันไม่ได้งดงามอย่างที่คุณว่า ฉันก็ยังพอมีอะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านไปบ้าง ”

อาคินยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ กวาดสายตามองเธอช้าๆ ยอมรับว่าเขาถึงกับอัศจรรย์ใจไปกับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า

“ อย่างคุณ ไม่ต้องใช้เบลลี่ด๊านท์ ผู้ชายทุกคนก็สยบแทบเท้าคุณแล้วล่ะ ”

ริมฝีปากของระรินดาวเม้มเล็กน้อยก่อนจะคลี่ย ิ้มนิดๆ พูดหน้าเฉยว่า

“ เรื่องนั้นฉันรู้ ตกลงว่าไงล่ะ? ”

ดวงตาคมเข้ม ฉายแววขำนิดๆ ก่อนจะพยักหน้า

“ ได้ ผมจะบอกให้ ”

“ มีอีกข้อ …”

คราวนี้อาคินถึงกับแกล้งถอนหายใจแรงๆ ออกมาทีเดียว ผู้หญิง ...ความต้องการของเธอไม่มีสิ้นสุดเลยหรือไง

แต่ระรินดาวยักไหล่ ไม่สนใจกับท่าทีของเขา พูดต่อว่า “ ถ้าเห็นฉันโกรธเมื่อไหร่ สั่งให้ลูกน้องคุณหันหน้าหนีได้เลยนะ เพราะฉันไม่อยากจะทะเลาะกับคุณต่อหน้าพวกเขา ”

อาคินถึงกับยืนอึ้ง เธอช่างย้อนเขาหน้าตายเหลือเกิน แต่เขาก็พยักหน้ารับเงียบๆ แม้จะรู้ว่าเธอไม่เต็มใจไปแต่เขาเชื่อว่าเธอคงจะไม่ก่อเรื่องอะไรเสียหายขึ้นมาอีก

 

ระรินดาวยังยืนอยู่ที่เดิม แม้อาคินจะออกไปแล้ว แต่จากหน้าต่าง เธอเห็นเขาพูดอะไรบางอย่างกับนายลาบีบ ก่อนจะขึ้นรถออกไป หญิงสาวถอนใจยาว ความอยากรู้อยากเห็น ก็เป็นส่วนหนึ่งล่ะ ที่ทำให้เธอยอมไปได้ง่ายๆ แต่ข้อเสนอในการเรียนเต้นระบำนั้น เธอจริงจัง เวลาเพียงชั่วสองอาทิตย์ มันคงจะผ่านไปเร็ว แต่หากไม่ ... คงเรื่องใหญ่ล่ะ เซรีน่า เพื่อนคนนี้ไม่ใช่ผู้หญิงที่อยู่นิ่งนักหรอก หากไม่ได้ข่าวคราวจากเธออีก

ไม่ถึงสามสิบนาที ยายโทโท่ก็มาตามเธอไปขึ้นรถหญิงสาวเดินหน้าเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่ลาบีบเองก็นั่งหน้าขรึมอยู่ข้างคนขับ การกระทำของเธอคงจะทำให้ลาบีบเสียหน้าไม่น้อย ใจระรินดาวคิดอยากจะขอโทษ แต่เธอเป็นคนที่ขอโทษคนยาก และเมื่อมาคิดว่า ในเมื่อพวกนั้นจับให้เธอให้มาอยู่ที่นี่โดยที่เธอไม่ยินยอม ก็ถือเป็นเรื่องอันควรได้ที่เธอจะตอบโต้เช่นกัน เมื่อมันได้เกิดขึ้นและผ่านไปแล้ว ก็อย่าไปรื้อฟื้น แค่ระวังอย่าทำให้มันเกิดขึ้นอีกก็พอ เพราะเธอตอนนี้เธอก็ตกลงที่จะร่วมทางกับพวกเขาแล้ว

ระรินดาวเตรียมพร้อมกับการเดินทางที่ยาวนานอีกครั้ง แต่ไม่นึกว่านั่งรถมาได้ไม่ถึงชั่วโมง กำแพงเมืองก็มองเห็นอยู่แต่ไกล เมื่อเลี้ยวผ่านเข้าซุ้มประตูโค้งใหญ่ เธอก็ได้ยินลาบีบที่นั่งหน้าบึ้งอยู่ข้างคนขับสั่งอะไรบางอย่างพร้อมกับชี้มือไปทางด้านขวา ส่วนยายโทโท่นั่งอยู่กับเธอก็นิ่งไม่พูดอะไร รถผ่านเข้าไปในถนนแคบๆที่ขนาบด้วยตึกสองชั้นยาวไปเกือบสุดถนน ระรินดาวมองออกไปตรงหน้า ก็เห็นช่วงปลายของถนนซึ่งคงจะตัดกับถนนเส้นอื่นดูคึกคัก เพราะมีแผงขายของวางตลอดสาย

คนขับจอดรถในระยะที่ห่างจากความจอแจนั้นพอควร แล้วลาบีบหันมาพูดรัวเร็วกับยายโทโท่ ก่อนที่นางจะพยักหน้า เปิดประตูลงจากรถ แต่เมื่อระรินดาวขยับตัวจะลงบ้าง ลาบีบก็สั่งว่า

“ อยู่บนรถ ”

ระรินดาวยิ้มให้เขา แล้วฉวยเป้เปิดประตูรถลงมาเฉย ชำเลืองกลับไป ก็เห็นลาบีบ เปิดประตูลงมาอย่างฉุนเฉียว

“ ฉันคิดว่าอาคินคุยกับเธอเรียบร้อยแล้ว ”

“ ก็ใช่ ฉันตกลงไปกับเขาแล้ว แต่ไม่ใช่จะต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในรถนี่นา ”

พูดแล้วระรินดาวก็ยักไหล่เดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้ตามยายโทโท่ไป และไม่ได้มองว่าลาบีบจะตามมาหรือไม่ เธอตั้งใจจะตรงไปสุดถนนซึ่งคิดว่ามันน่าจะเป็นจัตุรัสย่านการค้า และที่นั่นคงจะได้พบโทรศัพท์สักเครื่อง เพราะแม้ว่าเธอจะยอมติดตามอาคินไป เธอก็ต้องติดต่อ ซารีน่า ให้รู้เสียก่อน

หญิงสาวเดินผ่านแผงขายของต่างๆ จนสุดทาง เธอหันซ้ายขวา ก่อนที่จะตัดสินใจเดินเลี้ยวไปตามเส้นทางที่คิดว่าจะมีตู้โทรศํพท์สาธารณะ หลังจากที่หลบหลีกผู้คนมาถึงถนนที่กว้างและร้านค้าดูใหญ่และใหม่กว่าเดิม สักครู่ระรินดาวก็ยิ้มออกเมื่อเห็น ตู้โทรศัพท์อยู่ที่หัวมุมถนนไม่ไกล ความดีใจทำให้เธอเดินดุ่มเข้าไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อไปถึง เธอก็ปลดเป้สะพายลงมาเปิดใช้มือควานหากระเป๋าเงิน

“ มิส ”

ระรินดาวเงยหน้าจากเป้ แล้วก็ถึงกับสะดุ้งหนาวเยือกเมื่อ ใบมีดคมวาวพุ่งเข้ามาหาเธอ โดยสัญชาตญาณหญิงสาวเอาเป้นั้นกันไว้ ปัดป่ายคมมีดเฉียดเธออยู่สองสามครั้ง ก่อนเสียหลักเมื่อขาของเธอถูกเตะอย่างแรง จนทรุดล้มหงายเป้หลุดกระเด็น ร่างบึกบึนที่ปิดใบหน้าทุกส่วนเอาไว้ให้เห็นเพียงดวงตาเหี้ยมเกรียมคร่อมเธอเอาไว้ พร้อมกับเงื้อมีดในมือสูง ชั่วพริบตาที่หญิงสาวยังตะลึง มีดเล่มนั้นก็หยุดชะงักกลางอากาศ สายตาเหี้ยมเกรียมมีแววตื่นตระหนกเมื่อจ้องมาที่หน้าอกเธอ ก่อนผุดลุกขึ้น วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

ระรินดาวลุกขึ้นยืนขาสั่น เก็บเป้ตัวเองขึ้นมาแล้ว มองไปทางที่เจ้าคนร้ายวิ่งไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา และราวกับว่าไม่มีใครเห็น หรืออาจจะเห็นแต่ไม่สนใจมีบางคนทียืนดูอยู่ห่างๆ เหมือนสงสัย แต่เมื่อเห็นเธอลุกขึ้นได้ ต่างก็พากันทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คุณพระช่วย ! เธอถูกปล้นกลางวันแสกๆ โดยไม่มีใครสนใจเสียด้วย ประเทศบ้าอะไรอย่างนี้ แล้วทำไมเธอเองถึงได้ซวยอย่างนี้นะ

ระรินดาวทั้งตระหนกและหงุดหงิด เธอไม่ใช่นางเอกหนังบู๊หรือจารชนในหนังที่จะไม่ระทึกใจไปกับเหตุการณ์เมื่อครู่และหมดกระจิตกระใจจะทำอะไรอีกแม้แต่จะโทรศัพท์

หญิงสาวกอดเป้ไว้หน้าอกเดินชำเลืองซ้ายขวาอย่างรวดเร็วย้อนกลับมาที่รถ แล้วก็เห็นลาบีบยืน ใบหน้าเครียดขรึมอยู่หน้ารถ คนขับ และยายโทโท่อยู่ประจำที่แล้ว ระรินดาวเดินไปเปิดประตูและขึ้นไปนั่งคู่ยายโทโท่ ไม่วางเป้และไม่พูดอะไร เพราะเธอไม่คิดที่จะเล่าให้นายหน้าดุนั่นฟัง ไว้สมน้ำหน้าเธออีกด้วย

รถเคลื่อนออกจากที่นั่นเลี้ยวซ้ายขวาไปไม่กี่ครั้ง ก็จอดชิดถนนหน้าตึกแถวลักษณะที่ไม่แตกต่างจากที่เธอเห็นเมื่อครู่

“ เราจะพักที่นี่ ” นายลาบีบบอก

ระรินดาวก้าวลงจากรถแล้วนึกอยากจะบ้า จากที่นี่ เธอมองตรงไป ก็เห็นตู้โทรศัพท์บนฝั่งถนนที่เธอถูกปล้นพอดี

ยายโทโท่พาเธอไปยังประตูโค้งสีฟ้าสดเคาะประตูเป็นสัญญาณอยู่ชั่วขณะ ประตูก็เปิดออก นางรุนหลังให้เธอเข้าไปก่อน ระรินดาวต้องกระพริบตาถี่เมื่อด้านในค่อนข้างจะมืด แล้วผู้ที่มาเปิดประตูก็นำเธอและยายโทโท่ขึ้นบนไดไป ก่อนจะมาหยุดที่ห้องหนึ่ง ไขกุญแจเปิดเข้าไปให้

พอเปิดไฟสว่าง ระรินดาวก็คาดไม่ถึงว่าจะเห็นห้องที่ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราราวกับโรงแรมชั้นหนึ่ง ผิดกับตึกโทรมๆ ด้านนอกเลยทีเดียว แต่ที่สะกดสายตาเธอก็เห็นจะเป็นเตียงขนาดคิงไซท์หัวเตียงโค้งเป็นซี่ไม้สีโอ้ก เสา เตียงทั้งสี่มุมมีม่านขาวโปร่งจับรวบไว้อย่างเป็นระเบียบ ผ้าคลุมเตียงสีส้มอ่อน ที่ปลายเตียงด้านหนึ่งเป็นโต๊ะกลมสีโอ๊ก มีแจกันดอกไม้หลากสีไม่ว่าจะเป็นแดงขาวม่วงเหลืองตั้งอยู่

หญิงสาววางเป้ไว้ที่โต๊ะ แล้วทุ่มตัวลงที่เตียง ตั้งแต่เหตุการณ์ตอนเช้า และความเรื่องเมื่อครู่ ทำให้เธออยากจะหลับสักตื่น ชำเลืองไปทางยายโทโท่ก็เห็นสนใจอยู่กับข้าวของที่คนขับยกขึ้นมาให้ หญิงสาวนอนเหยียดยาว ใช้หมอนทั้งสองใบมาหนุนศีรษะ แล้วพลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับภาพที่อยู่ผนัง เธอจ้องภาพนั้นอย่างสนใจ แม้มันพร่ามัวแต่ก็มองออกว่าเป็นบุรุษรูปร่างกำยำอยู่ในชุดนักรบโบราณกอดประคองสาวสวยในชุดนางระบำเปิดเปลือย ดูแล้วเหมือนภาพหน้าปกของนวนิยายโรมานต์แนวประวัติศาสตร์ อย่างที่เคยเห็น หญิงสาวกระพริบตา แล้วถึงกับชันศอกขึ้น มองภาพนั้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนขึ้นถึงกับมองเห็นสายตาอันร้อนแรงของทั้งคู่ที่จ้องมองกันทีเดียว แล้วระรินดาวกระพริบตาถี่เมื่อฉุกคิด นี่มันเป็นภาพสามมิตินี่นา

เสียงอืออาดังๆ ของยายโทโท่ พร้อมกับมีบางอย่างมาวางข้างๆ ทำให้ระรินดาวต้องหันไปมอง มือสั่นๆ ของยายโท่โทชี้หมับเข้าที่เป้ตรงเป็นรอยขาดวิ่น มองเธอด้วยความสงสัย หญิงสาวหยิบเป้นั้นขึ้นมาแล้วบอกเสียงเบาๆ ว่า

“ ไม่มีอะไรหรอกนา ฉันถูกจี้ตอนไปหาโทรศัพท์ที่ตลาดน่ะ ”

เธอตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ยายโทโท่ยืนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถือเป้นั้นไปวางไว้ที่โต๊ะเช่นเดิม แล้วก็หันหลังเดินออกจากห้องไป ระรินดาวเองก็ไม่สนใจว่านางจะไปไหน เธอขยับตัวนอนมองภาพนั้นอย่างจะหาแง่มุมอื่นต่อไป นึกชมว่าคนวาดภาพนี้วาดได้เก่งจริงๆ ใบหน้านักรบเธอคุ้นตามากขึ้น หากไม่เป็นเพราะคนที่นี่จะหน้าตาคล้ายๆ กันไปหมด สงสัยเขาจะมีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่เพียงภาพที่เกิดจากจินตนาการของคนวาด และสตรีนั้นเล่า ก็ต้องมีชีวิตจริงๆ สวยลึกลับมีเสน่ห์เย้ายวนมากๆ ด้วย สตรีผู้นี้จะต้องทำให้บุรุษทุกคนสยบอยู่แทบเท้าด้วยแรงปรารถนาเป็นแน่ แต่ก็คงมีชายเดียวที่เธอจะสยบให้เช่นกัน

หญิงสาวยิ้มออกมาเมื่อคิดถึงว่า สาวคนนี้เป็นนักเต้น ให้ตายสิ มันทำให้เธอรู้สึกคึกคักอยากเต้นระบำหน้าท้องนี่ให้ได้เสียจริงๆ ไม่รู้ว่าอาคินบอกยายโทโท่แล้วยังนะ ถ้าหากพักที่นี่ เธอก็อยากให้ยายโทโท่สอนเธอเสียวันนี้เลยทีเดียว

แล้วสิ่งหนึ่งในภาพก็ทำให้เธอสะดุดใจ ไม่ใช่ภาพแต่เป็นกรอบไม้ที่สลักลวดลายเถาไม้เลื้อยละเอียดสวยงามเมื่อสังเกตจะเห็นรูปหัวใจและดอกกุหลาบเกี่ยวพันกันไป ภาพนักรบคนนี้เธอเคยเห็นแล้วในอิริยาบถอื่นที่บ้านของอาคิน ตราสัญลักษณ์ของหัวใจและดอกกุหลาบแจ่มชัด และน่าจะเป็นคนเดียวกับที่เคยเห็นในเหรียญเลยทีเดียว เมื่อคิดถึงเหรียญระรินดาวก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นนั่งเอาดึงสร้อยคล้องคอที่ห้อยเหรียญนั่นออกมาดู แล้วหันไปมองภาพนั้นอีกครั้ง

เพคตุสเอทรอซา ใต้ภาพเขียนไว้อย่างนี้เช่นกัน ตั้งแต่มาถึงวาโซดิเนีย คล้ายดั่งว่า สัญลักษณ์นี้จะป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวเธอเสมอ มันทำให้หญิงสาวชักสนใจอยากรู้เรื่องราวของมันขึ้นมาทีเดียว แล้วระรินดาวก็เพ่งมองเหรียญในมือเขม็ง คิ้วเธอขมวดย่น รู้สึกเย็นเยือกไปทั้งตัว เมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา

เจ้าคนร้ายชะงักและตื่นตระหนก หรือจะเป็นเพราะมันเห็นเหรียญนี้ เหตุการณ์ถูกจี้ มันไม่ใช่การจี้ คนร้ายไม่ได้สนใจกับเป้ของเธอ แต่มันต้องการฆ่าเธอ แต่ทำไมล่ะ?

เสียงประตูเปิดระรินดาวหันไป ผู้ที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่ยายโทโท่ไม่ใช่ลาบีบ แต่กลับเป็นอาคิน เธอมองเขาอย่างไม่คิดว่าจะเห็นเขาที่นี่

“ คุณถูกจี้เหรอ? ”

หญิงสาวมองเขาอย่างเลื่อนลอย เขายังอยู่ในชุดเดิมจากที่เห็นตอนเช้า จะเพิ่มเข้ามาก็คือผ้าโพกศีรษะ และถ้าหากมันปิดหน้าคลุมมิดชิด เขาก็ไม่ต่างไปจากเจ้าคนร้ายเมื่อครู่นี่เลย หญิงสาวกลืนน้ำลาย เมื่อคิดต่อไปอีกว่า ถนนเส้นนั้นมันก็อยู่ตรงข้ามนี่เอง เขามาอยู่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่

“ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า? ”

เขาถามอีก แต่ระรินดาวสั่นหน้า เธอยังพูดไม่ออกได้แต่มองเขานิ่งๆ

อาคินอยากจะโล่งอกที่เธอไม่เป็นอะไร แต่ท่าทีของสตรีที่นั่งคุกเข่าอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งกำบางอย่างไว้ที่หน้าอก นั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น ใบหน้าผ่องผุดที่ล้อมกรอบด้วยเส้นผมหน้าดกดำไร้ระเบียบซีดเผือด ดวงตาที่เคยเป็นประกายแวววาวดูเลื่อนลอยครุ่นคิดทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะถามว่า

“ มีอะไรเหรอ? ”

หญิงสาวสั่นหน้าอีกครั้ง

“ ทำไมคุณไม่เล่าให้ลาบีบฟัง ”

“ ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ แล้วคุณลงจากรถไปทำไม ”

“ ฉันต้องการโทรศัพท์หาเพื่อน ”

“ ผมเคยบอกแล้วว่าอย่าติดต่อใคร ”

เสียงเหมือนระอาของเขา ทำให้อารมณ์หลากหลายของระรินดาวพุ่งขึ้นมา หญิงสาวลุกจากเตียงอย่างช้าๆ ยืนสบตาเขานิ่ง

“ หากคุณคิดว่าฉันเป็นนักโทษของคุณแล้วละก็ ลองบอกฉันหน่อยเถอะว่า ฉันทำผิดตรงไหนถึงได้มาเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้ ”

อาคินสะอึกไปกับคำพูดของเธอ ความห่วงใยตกใจและความเคยชินที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งทำให้คำพูดของเขาไปกระตุ้นศักดิ์ศรีเธอเข้าให้อีกแล้ว สองหนุ่มสาวสบตากันนิ่ง

แล้วเสียงยายโทโท่เปิดประตูเข้ามาก็ดังขึ้น ในมือนางมีถาดเครื่องดื่ม และทำราวกับไม่รู้ไม่เห็นว่า ทั้งคู่คุยอะไรกัน นางเดินเอาถาดไปวางที่ไว้ที่โต๊ะเล็กริมหน้าต่าง แล้วก็เดินออกไป

อาคินถอนหายใจคิดถึงความรู้สึกของตัวเองเมื่อยายโทโท่หน้าตื่นไปบอก เขาฟังไม่จบก็เผ่นมานี่ทันที แล้วเขาจะมาทะเลาะกับเธออีกทำไม

“ เรื่องติดต่อเพื่อนคุณ ไว้มั่นใจว่าปลอดภัย ผมจะจัดการให้ ”

“ ขอบคุณ ” ระรินดาวหลุดปากออกมา ทั้งที่คิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องขอบคุณเขา

แต่คำขอบคุณของเธอส่งผลต่ออาคินอย่างประหลาด เมื่อพินิจมองหน้าเธออย่างแปลกใจ มันเป็นคำที่เขาไม่คาดว่าจะได้ยินจากปากเธอ

“ ไปทางโน้นเถอะผมให้ยายโทโท่จัดของว่างมาให้คุณ ”

ทางโน้นของอาคินคือโต๊ะเล็กริมหน้าต่างที่เป็นกระจกหลากสีหลายขนาดตกแต่งเป็นลวดลายเหมือนต้นไม้ชนิดหนึ่ง ระรินดาวมองเพลินแล้วจึงเห็นว่าเป็นรูปดอกกุหลาบและหัวใจ

“ ผมบอกยายโทโท่เรื่องสอนคุณเต้นรำแล้วนะ ” อาคินชวนคุย “ แต่ยายโทโท่บอกว่า ... ” เขาหยุดรินชาจากกาลงในถ้วยให้เธอ ก่อนจะรินให้ตัวเองแล้วหยิบจับขนมที่เหมือนกับคุกกี้ขึ้นมาดูเล่น

ทั้งๆที่รู้ว่าเขากำลังล่อให้ถาม ระรินดาวก็อดไม่ได้ที่จะตกลงไปในหลุมนั้น

“ ยายโทโท่ว่ายังไง? ”

“ ดื่มชาก่อนสิ ”

หญิงสาวยกถ้วยชาขึ้น สูดกลิ่นมันก่อนจะดื่ม แล้วรสชาติหวานจัดก็บาดลำคอลงไป เธอวางถ้วยชาลงมองเขาเป็นเชิงถามต่อ

“ อยากให้คุณแปลงโฉมบางอย่าง หากทำได้ก็เอาใจแกหน่อย กินนี่เสร็จแล้วก็ ... ” คำพูดเขาขาดช่วง คิ้วขมวด หน้าเครียด ขึ้นมาทันที

“ เล่ามาให้ละเอียดว่า เกิดอะไรขึ้นกับคุณ ” เขาสั่งเสียงขรึม

ระรินดาวมองหน้าเขาอย่างสงสัย มันเหมือนกลับไปเริ่มต้นใหม่ ในเรื่องนี้

“ ฉันคิดว่ายายโทโท่เล่าให้คุณฟังแล้วว่าฉันถูกจี้ ”

“ ผมก็คิดว่าคุณถูกจี้เอากระเป๋าเงินไป แต่นี่ ” เขาชี้ไปที่หน้าอกเธอ “ มันขาดเพราะถูกมีด ”

หญิงสาวลดสายตาลงมอง ก็เห็นรอยถูกกรีดขวางที่หน้าอก หากไม่สังเกตก็คงไม่เห็นเพราะมันยาวไม่กี่นิ้ว เธอมองหน้าเขา พยายามไม่สนใจว่าคิดซอกแซกว่า เขาเห็นมันได้ยังไง

“ ตอนที่ฉันกำลังค้นหากระเป๋าตังค์ในเป้ จู่ๆ ก็มีคนเรียกว่า มิส พอฉันเงยหน้า ก็เห็นแต่มีดพุ่งเข้าใส่แล้ว ”

หญิงสาวเล่าเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่อาคินขมวดคิ้วสายตาแววครุ่นคิด

“ คุณจำได้ไหมว่าหน้าตายังไง? ”

ระรินดาวส่ายหน้า ตอบตรงๆ ว่า

“ เขาคลุมหน้าเห็นแต่ลูกตา จำไม่ได้ คนที่นี่หน้าตาเหมือนกันไปหมดฉันแยกไม่ออก ”

“ ช่วยคิด และบอกผมสักอย่างที่คุณจดจำได้ เสื้อผ้ารองเท้า เสียง ... ”

ระรินดาวสั่นหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองหน้าต่างกระจกที่มีกระจกหลากสีขนาดแตกต่างกันจัดวางเป็นลวดลายอย่างสวยงาม แล้วสิ่งที่เธอเห็นในนั้น ก็ทำให้ถึงกับถอนใจออกมาเบาๆ

“ มีอะไร? ”

หญิงสาวไม่ตอบ แต่ถอดสร้อยออกมายื่นให้เขา

“ คุณบอกฉันก่อนได้ไหม ว่าเหรียญนี้มีความสำคัญยังไง? ”

อาคินรับเหรียญที่เธอยื่นให้ มองมันนิ่ง ขณะที่ใจเริ่มจะความสับสน ในความเป็นมาของสตรีตรงหน้า เขารู้ว่าเธอครอบครองเหรียญ เพคตุสเอทรอซาถึงสองเหรียญ แถมยังเป็นเหรียญสำคัญสูงสุด เป็นไปได้เหรอว่าเธอจะไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับมัน หากทั้งหมดเป็นการเสแสร้ง ก็นับว่าเธอทำมันได้อย่างแนบเนียนทีเดียว

“ คุณได้มันมาจากไหน? ”

“ ฉันชื้อมาจากตลาดนัดที่บัคลา ”

เขามองเธอนิ่ง จากเชือกถักที่คล้องคอ มันก็พอเชื่อได้ว่าเธอซื้อมาจากตลาดนัด แต่อีกเหรียญพร้อมมีดนั่นล่ะ?

“ เราเรียกกันว่า เหรียญเพคตุสเอทรอซา รูปที่เห็นนั่นคือเจ้าชายโอมาร์ อัล อาร์ซีรีร์ บรรพบุรุษนักรบที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของวาโซดิเนีย ” อาคินตอบอย่างรวบรัด พร้อมทั้งย้อนว่า “ คุณถามทำไม? ”

ระรินดาวมองหน้าเขา เธอไม่แน่ใจว่าควรจะเล่าดีหรือไม่ แต่แล้วก็พูดช้าๆ ว่า

“ ฉันเพิ่งมาคิดขึ้นได้ก่อนคุณจะเข้ามาในห้องนี่เองว่า เจ้าคนร้ายมันไม่ได้สนใจเป้ของฉันเลย มันคงต้องการฆ่าฉันเพราะตอนที่มันเตะฉันล้มลงและจะใช้มีดแทง มันคงเห็นเหรียญนี้แล้วตกใจลุกวิ่งหนีไปเลย ”

เลือดในกายอาคินเย็นเฉียบ เมื่อได้ยินรายละเอียดจากปากเธออีกครั้ง เขาก็น่าจะผิดสังเกตตั้งแต่ตอนที่เข้ามาเห็นเธอนั่งนิ่งหน้าตื่นๆ อยู่แล้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนที่ตื่นตกใจง่ายๆ เธอถึงกลับผิดเงียบไม่ยอมเล่าให้ใครฟังด้วยซ้ำ หากยายโทโท่จะไม่เห็นเป้ที่มีรอยขาดนั่น บางทีเธออาจจะเก็บเงียบเอาไว้เสียด้วยซ้ำ ทำไมเธอไม่บอกเขาตั้งแต่แรก เธออาจจะตายได้ง่ายๆ มันเป็นความประมาทชะล่าใจของเขาเองที่ไม่กำชับให้คนตามติดเธอทุกฝีก้าว

ความเงียบของอาคิน ทำให้ระรินดาวยักไหล่ เขาอาจจะไม่เชื่อเธอก็ได้ แต่ก็นั่นละนะ ใครมันจะมาฆ่ากันกลางวันแสกๆ อย่างนี้ เล่าให้ใครฟัง ก็มีแต่จะหัวเราะเท่านั้น ดูแต่ครั้งที่เธอเคยบอกว่ามีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาหักคอชายที่อยู่หน้ารถเธอนั่นสิ เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเชื่อเลย

“ แต่ ...ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้ ” เธอพูดแล้วยกถ้วยชาขึ้นดื่มหวังให้รสชาติหวานบาดคอละลายความขมปร่าที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่ออาคินพูดเสียงดุดันขึ้นว่า

“ อย่าไปไหนโดยที่ไม่มีคนของผมเด็ดขาด ”

หญิงสาววางถ้วยชา มองหน้าเขาอย่างไม่คาดว่าจะได้ยินเช่นนี้ แสดงว่าเขาเชื่อเธออย่างนั้นเหรอ

แต่ท่าทีและสายตาที่เธอมองมายังเขา ทำให้อาคินเข้าใจผิด เมื่อคิดได้ว่า เธอผู้นี้ไม่ชอบการออกคำสั่ง น้ำเสียงดุดันของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลแต่หนักแน่นในทีว่า

“ โปรดยอมรับมันอีกสักเรื่องเถอะ เพื่อตัวคุณเอง ”

สายตาคมเข้มความห่วงใยอาทรอย่างลึกซึ้งฉายชัดออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทำให้ระรินดาวถึงกับพยักหน้าให้อย่างไม่รู้ตัว

แล้วอาคินก็ลุกขึ้น ในมือยังถือเหรียญนั้นไว้ สายตาไม่คลาดจากระรินดาว เมื่อพูดเหมือนหยั่งเชิงว่า

“ เหรียญนี้ ผมขอยืมหน่อยได้ไหม? ”

“ เอาสิ ฉันยกให้คุณเลยก็ได้ ตอนให้ยายโทโท่ แกยังไม่เอาเลย ” ระรินดาวตอบสนุกๆในตอนท้าย แต่ก็ชะงักไปเมื่อเห็นแววตาเข้มของอาคินที่จ้องตอบมา มันทำให้เลือดในกายเธอร้อนและขัดเขินขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เธอเสหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่ม เพื่อจะหลบสายตาคมกล้า

“ แล้วผมจะหาอย่างอื่นมาทดแทนให้คุณ ”

ระรินดาวสั่นหน้า “ ไม่ต้อง ”

อาคินยิ้มน้อยๆ พูดอย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่นว่า

“ เป็นสิ่งเดียวที่ผมไม่อาจติดค้างคุณ ”

 

ออกมาจากห้อง อาคินยังยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ชายหนุ่มยอมรับกับตัวเองว่า ความคลางแคลงใจที่เขามีต่อเธอตั้งแต่เห็นเหรียญและมีดสั้น มันมากพอๆ กับความห่วงใยเลยทีเดียว และเขาไม่ชอบใจที่ ไม่สามารถจะหาคำตอบได้ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เห็นอย่างนั้นหรือ? คนที่ทำร้ายเธอไม่ใช่พวกอัลอานาส จะมีสักกี่คนที่มองออกว่านี่เป็นเหรียญที่แท้จริง มีแต่นักฆ่าจากท้องทะเลทรายเท่านั้น ที่จะตื่นกลัว เหรียญภูตแห่งทะเลทราย โอมาร์ อัล อาร์ซีรีร์นี้

ระรินดาวถูกปองร้ายจากคนพวกนั้นได้อย่างไร มันจะเชื่อมโยงกับมีดสั้นและเหรียญที่เธอครอบครองหรือเปล่า? แต่จะมีสักกี่คนล่ะที่รู้ เหตุบังเอิญ หรือพวกมันรู้ว่าเธอมีของสำคัญ และทำไมต้องฆ่า

ชายหนุ่มเดินฝีเท้าเงียบกริบ ไปตามทางเดินที่สลัว เมื่อถึงตรงที่มีพรมขนาดใหญ่แขวนไว้ เขาก็ผลักมันเบาๆ ส่วนหนึ่งของพรมก็กลายเป็นประตูเปิดเข้าไป ภายในห้องตกแต่งอย่างหรูหราถอดแบบเดียวกับห้องที่เขาจากมาทุกประการ ไรอันและลาบีบ นั่งรออยู่ที่นี่แล้ว

“ มีอะไรเหรออาคิน? ” ลาบีบถามขึ้นทันที

“ เธอถูกทำร้ายที่ตลาด ”

“ จริงเหรอ? ทำไมเธอไม่บอก ”

“ ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนช่างพูดกับคนที่เธอไม่ไว้ใจ แต่โทโท่จะรู้ทุกอย่าง ”

น้ำเสียงเครียดขรึมของ อาคินทำให้ลาบีบต้องนิ่ง นึกฉุนเฉียวตัวเอง ที่ไม่เพียงจะควบคุมมิสนั่นไม่ได้ แถมยังดูแลเธอได้ไม่ดีพอ สมกับที่อาคินมอบความไว้วางใจเสียอีก

อาคินเดินเข้าไปนั่งตรงข้าม วางเหรียญที่เขาเอามาจากระรินดาวไว้บนโต๊ะ ลาบีบมองตามเขาหยิบมันขึ้นมาแล้วใบหน้าถึงกับถอดสี

“ คุณไปเอามาจากไหน? ”

“ ของเธอ ”

“ หา !”

ลาบีบอุทานได้แค่นั้นก็เงียบ

ไรอันที่นั่งเงียบหยิบเหรียญนั้นขึ้นมาดู แน่ละเหรียญเพคตุสเอทรอซา เขาเองก็เห็นบ่อย ประวัติของมันก็พอรู้ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ เหรียญเหล่านี้ถูกทำขึ้นมาใหม่คล้ายกับเป็นของที่ระลึก และเขาเองก็แยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนปลอมเพราะไม่เคยเห็นเหรียญจริงมาก่อน แต่ว่ากันว่ามันมีเพียงห้าเหรียญเท่านั้น มันเป็นตำนานแห่งท้องทะเลทราย บุคคลใดมีเหรียญนี้ครอบครองบุคคลนั้นจักได้รับการคุ้มครองจากภูตแห่งทะเลทราย มิว่าผู้ใดก็ไม่อาจเข่นฆ่าได้ มิเช่นนั้นทั้งชีวิตและครอบครัวของผู้นั้นจะถึงแก่ความหายนะ เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ชาวทะเลทรายให้ความเคารพกับสิ่งนี้ราวกับได้สัญญากับพระเจ้าทีเดียว ไม่มีใครรู้ใครเห็นว่าภูตแห่งทะเลทรายนั้นคือใคร แต่ต่างเข้าใจว่าคือสายเลือดแห่งบรรพบุรุษของอัลอิสสิรีย์ที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยปี แล้วความเชื่อทั้งหมดในตอนนี้ก็มาลงที่โอมาร์ อัลอิสสิรีร์ เจ้าชายผู้หลงรักท้องทะเลทรายนั่นเอง

“ เธอได้มายังไง? ” ไรอันถามอย่างอดไม่ได้เหมือนกัน

“ ตลาดนัดที่บัคลา ”

“ จะบังเอิญไปไหม เธอรู้อะไรเกี่ยวกับเหรียญนี้บ้าง ”

“ ไม่รู้ ถ้ารู้ คงไม่ยกให้มาง่ายๆ ”

“ หา...เธอยกให้คุณ ” ลาบีบที่เงียบไปโพล่งออกมาอย่างตกใจ ซึ่งทำเอาไรอันถึงกับงงไปเหมือนกัน แต่อาคินสั่นหน้ายิ้มยักไหล่เมื่อตอบว่า

“ ก็ไม่เชิง แค่บอกขอยืม เธอก็เลยยกให้ ”

คำพูดของเขา ทำให้ลาบีบต้องมองหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมา เหรียญโอมาร์อัลซีรีย์ เป็นมรดกตกทอดสูงค่ามีอยู่เพียงไม่กี่เหรียญ สตรีเมื่อมอบให้ชายใดถือเป็นของหมั้นหมาย ที่สูงเกียรติของชาวทะเลทราย แล้วอาคินก็ฉวยโอกาสจากความไม่รู้เอามาจากเธอเสียดื้อๆ

แต่แล้วเอาการงอหายของลาบีบก็ชะงักกึก เมื่ออาคินสั่งเสียงเฉียบว่า

“ จัดหาคนดูแลเธออย่างใกล้ชิดสามชั้น และต้องไม่มีเหตุผลสำหรับความผิดพลาดใดๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งสิ้น ”

ลาบีบกลืนน้ำลายเอื๊อกสบตากับไรอัน...เพราะความหมายก็คือ หากพลาด พวกเขาก็ต้องตายสถานเดียวเช่นกัน

:+:+:+:+:

บทที่ ๑๓

ไปคุยกับฟีลิปดาเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้ ที่นี่ค่ะ คลิก

 


© ลิขสิทธิ์ตามกฏหมายโดย หนึ่งลิปดา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑๐๐ คำถามสร้างนักเขียน
นวนิยายคุณเขียนได้ด้วยตัวเอง
 

 

ดั่งไฟรัก
 

 

ดั่งไฟพิศวาส
นวนิยายรักเร้าอารมณ์
 

 

2009 free writing

 



๕๐๕แคนโต้แห่งความรัก
 
 

 

  http://www.forwriter.com . © 2005 All rights reserved.