forwriter.com
 
นวนิยายโรแมนติก

 

บันทึกร้อยวันฉันจะเขียนนวนิยายให้จบ

 

 

 

วันที่ ๑๘

ภูมิหลังตัวละคร

๘.๓๐น.

ฉันยังวุ่นอยู่กับการสร้างตัวละคร วันนี้ก็ตั้งใจว่า จะใส่ภูมิหลัง หรือเรื่องราวที่เป็นมาของพวกเขาก่อนที่จะมาถึงปัจจุบันเสียหน่อย ฉันพยายามจะเริ่มที่ ภควัต และ รสิกา

ภูมิหลัง หรือ เรื่องราวในอดีต คือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เรื่องของเราจะเริ่ม

ภูมิหลังของตัวละคร จะบอกได้ว่า เขาคือใคร เขาทำอะไร มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาบ้าง มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มันเกิดขึ้นที่ไหน ทำไมเขาจึงอยู่ตรงนั้นนั่น รวมไปถึง ความเชื่อ การศึกษา ครอบครัว สิ่งแวดล้อมที่เขา เหตุการณ์สำคัญในตอนอดีต ความสำเร็จหรือล้มเหลวในอดีต การทำมาหาเลี้ยงชีพ ฯลฯ

ภูมิหลังไม่จำเป็นจะเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นของตัวละครเท่านั้น แม้แต่สถานที่ต่างๆ ก็มีภูมิหลังได้

ภูมิหลังที่สร้างขึ้น จะช่วยให้เรามีเรื่องที่จะเล่าได้มากขึ้น

การสร้างประวัติของตัวละคร ไม่จำเป็นต้องยาว แต่ต้องสำคัญ เรื่องราวก่อนหน้าตัวละครสำหรับนักเขียนจะช่วยในการพัฒนาตัวละคร และจะเตือนความทรงจำทุกรายละเอียด อย่างถูกต้องและคงที่ตลอดการเขียน

การเข้าใจว่าตัวละครของคุณว่ามาจากไหน อะไรคือประสบการณ์ในอดีตของพวกเขา และส่งผลต่อสิ่งที่เขาจะทำในเรื่องอย่างไร ?

ภูมิหลังของตัวละคร ควรจะสอดคล้อง กับสิ่งที่เขาทำในปัจจุบัน อันไหนไม่เกี่ยวข้องให้เอาออก

และภูมิหลังนี้สามารถ ดัดแปลงแก้ไขได้ ในระหว่างการเขียน

นักเขียนต้องรู้จักเรื่องราวของตัวละครทุกอย่าง ด้วยความเข้าใจ และค่อยๆ เติมข้อมูลเหล่านี้ให้กับคนอ่านในตอนเขียน ไม่จำเป็นต้องไปบอกคนอ่านทั้งดุ้นทีเดียว

เขามีความเชื่ออย่างไร? ในเรื่องของความรัก ความกตัญญู ใส่ความเชื่อที่ถูกต้องให้กับเขาเพราะสิ่งที่เขาเชื่อ หากมาปะทะกับสิ่งที่ต่างออกไปจะทำให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น สร้างปมขัดแย้งภายในตัวเขา หรือ ก่อให้เกิดสถานการณ์ภายนอกได้

อะไรที่สำคัญต่อพวกเขา? สิ่งนี้มีผลต่อทางเลือกในอาชีพอย่างไร ?

เงินเป็นเรื่องหลักหรือเปล่า ?

เขาได้สร้างอาชีพนี้ขึ้นมา หรือ หาได้ง่าย ๆ ในประกาศสมัครงาน

อะไรคือความฝันสูงสุดของพวกเขา และ งานนี้จะนำไปสู่สิ่งนั้นหรือเปล่า

ฯลฯ

เอ... มันหมายความว่า อยากให้เขาทำอะไรอย่างมีเหตุผลและดูดี ก็เตรียมภูมิหลังเพื่อปูพื้นเอาไว้ก่อนว่างั้นเถอะ

แต่เฮ้อ ! ทำไมฉัน ไม่มีสมาธิ ทำไมมันเรื่องมากจัง ยิ่งรู้มาก ยิ่งแย่มาก รึไงกันฉัน

แล้วฉันก็เดินมาทุ่มตัวนอนที่โซฟาหน้าทีวี คว้ารีโมท มาเปิดเพลงฟังเล่น พักผ่อนสมอง รู้สึกขี้เกียจขึ้นมาเสียเฉยๆ เอาไปเอามาเลยเปิดช่องรายการภาพยนตร์ แล้วดันติดลม ดูจบไปสองสามเรื่อง หนังสืบสวนทั้งหมด แม้มันจะไม่ใช่หนังรักโรแมนติก อย่างที่ฉันอยากจะเขียนนวนิยาย แต่ฉันก็ดู และเวลาดูหนังประเภทนี้ ฉันไม่ได้ดูเพียงอยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ร้าย หรือจะจับคนร้ายได้อย่างไร เพราะคิดว่ายังไงๆ ก็ต้องจับคนร้ายได้อยู่แล้ว หนังสืบสวนที่เป็นซีรีส์ จะมีทีมงานอยู่ไม่กี่คน พล็อตก็ซ้ำซาก แต่สามารถสร้างเป็นหลายซีซัน ให้คนติดตามได้ มันต้องมีดีแน่นอน ฉันจึงชอบสังเกตเกี่ยวกับ ตัวละครของเขา อีกทั้งพล็อตย่อยๆ ที่ตัวละครในทีมงานเขาปะทะสังสรรค์กัน ด้วยคารมแดกดัน ล้อเลียนกัน หรือมีอะไรกุ๊กๆ กิ๊กๆ กันเสียมากกว่า นั่นแหละที่ทำให้ฉันสนใจ

ดังนั้นเวลาที่เสียไปร่วมสามสี่ชั่วโมงในการดูภาพยนตร์ ฉันจึงบอกกับตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่า ฉันกำลังศึกษาการสร้างตัวละครอยู่เหมือนกันนา ( ไม่ได้ทิ้งงานเขียนของตัวเองไปไหน เอาเหตุผลกับฉันสิ ^--^ )

ฉันย้อนกลับมาเขียน ภูมิหลังของภควัต และรสิกา ได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องวาง เพราะคิดไม่ออก

เวลาประมาณนี้ นายโทนี น่าจะกลับมาถึงแล้วนะ เอ ... หรือว่า เขาจะยังไม่กลับวันนี้

พระอาทิตย์กำลังตก มองห่างออกไปท้องฟ้าเป็นสีชมพูอมม่วง แต่ตรงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มันจะเป็นสีแดง อมส้ม และแสงสีนี้มันมีไปทั่วท้องทะเล

ฉันเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ อดไม่ได้ที่จะมองออกไป หวังว่าจะเห็นเรือสักลำขับตรงมาด้านนี้ ทั่วทั้งหาดนอกจากฉันแล้ว ก็เห็นมีชาวต่างประเทศอยู่ไม่ถึงสิบ มีหนุ่มสาวเดินเคลียคลอกัน ท่าทางยังกับคู่ฮันนีมูน ฉันแอบชำเลืองมองพวกเขา ที่บางครั้งก็เดินจูงมือกันเฉยๆ บางทีก็หยุดจูบกันเอาดื้อๆ เห็นแล้วก็อดจะยิ้มนิดๆ ไม่ได้

มันก็แปลกนะ พฤติกรรมอย่างเดียวกัน แต่หากเป็นคนไทยทำ คงจะเห็นว่ามันประเจิดประเจ้อ แต่หากเป็นชาวตะวันตก มักจะยอมรับได้ง่าย

“ พัด ”

เสียงเรียกทำให้ฉันหัน แล้วก็นิ่งพูดไม่ออกเมื่อเห็นชายที่อยู่ตรงหน้า

พี่ปรานต์ ยืนอยู่ห่างไม่กี่ก้าว ฉันใจลอยจนไม่รู้ว่าเขามาอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ เขามาหาฉัน อย่างที่บอกจริงๆ หรือนี่

“ จำพี่ไม่ได้เหรอ? ” เขาถามยิ้มๆ

“ หล่อจนจำเกือบไม่ได้ ” ฉันตอบเมื่อตั้งตัวได้ ซึ่งก็ทำให้เขายิ้มกว้างแล้วก็ส่ายหัว

“ ยังพูดอะไรโพล่งๆ เล่นๆ เหมือนเดิมเลยนะเรา ”

“ แค่ห้าหกปี จะให้พัดเปลี่ยนไปสักแค่ไหนเชียว ”

“ นั่นสิ คนอื่นเปลี่ยนไปหมด มีแต่พัดที่เหมือนเดิม ”

ฉันยิ้มกับคำพูดของเขา ความรู้สึกเก่าๆ เมื่อครั้งที่ได้รู้จักหวนกลับมา จึงไม่รู้สึกเคอะเขินเลยอะไรที่จะพูดเล่นกับเขา

“ โธ่ ก็เห็นอะไรดีขึ้นบ้างหน่อยไม่ได้เหรอคะ? ”

เขาแกล้งมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพยักหน้า

“ ก็ได้ สวยขึ้นหน่อย มั่นใจตัวเองเพิ่มขึ้น แล้วก็ ... ไม่น่าเชื่อว่าจะมีแฟนเพิ่มมาคน ”

“ อ้าว... ไหงพูดงี้ คิดว่าพัดจะตัดใจจากพี่ไม่ได้รึไง? ”

ฉันพูดติดตลก อย่างที่เคยชอบพูดเล่นบ่อยๆ แต่เขามองหน้าฉันนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้

“ ไปทานข้าวกัน พี่เลี้ยงเอง ”

คำพูด วิธีพูดของเขา ช่างเหมือนตอนที่เคยรุ่นพี่นักศึกษาเสียจริงๆ

ฉันตอบรับอย่างไม่รีรอ แล้วก็ชวนเขาเดินกลับบ้าน รอฉันอาบน้ำแต่งตัว หากจะถามว่าฉันรู้สึกยังไงกับเขา ฉันก็ตอบได้เลยว่า เคยชอบอย่างไรก็ชอบอย่างนั้น ฉันไม่ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองกว่าห้าหกปีที่ไม่ได้เจอกัน เขาไม่ต่างไปจากเดิมนักหรอก เพียงแต่เขาดูขรึม และมาดนิ่ง กว่าตอนเป็นนักศึกษามาก มันมีสิ่งหนึ่งที่ฉันเก็บเอาไว้ในใจ ตลอดมาก็คือ ตอนเขาเลิกกับยัยดารา ทำไม เขาถึงไม่พูดกับฉัน จริงอยู่แม้ฉันจะเป็นเพื่อนสนิทกับยัยดารา แต่เขาก็ไม่น่าจะพลอยโกรธฉันไปด้วย มันไม่น่าจะมีอะไรโกรธสักนิด ( หากเขาไม่รู้นะว่า เป็นฉันขอให้ยัยดารา ไปจีบเขาแทน เอ ... หรือเขาจะรู้ รู้จากใคร? ยัยดาราบอกเขาเหรอ? มันจะกล้าเหรอ? ... บางทีฉันน่าจะถามยัยดาราในเรื่องนี้อีกครั้ง แม้ว่าฉันจะเคยถามมันมาแล้ว แต่มันมักจะตอบว่า หุบปากเรื่องนี้ เสมอ )

ฉันใช้เวลาไม่ถึงสี่สิบห้านาที ก็นุ่งชุดกระโปรงเข้ารูป ตัวเก่งออกมา พี่ปรานต์นั่งดูทีวีรออยู่ที่โซฟา พอเห็นฉันก็ปิดรีโมท พูดคำเดียวว่า

“ สวย ”

ฉันกลั้นยิ้มกับคำนี้ ไม่ได้รู้สึกยินดีอะไรหรอก แต่ขำมากกว่า หากยัยแมงหวี่บอกว่าเขาเปลี่ยนไป ก็คงจะเป็นตรงนี้ด้วย เพราะเท่าที่ฉันรู้จักเขามา ไม่เคยได้ยินเขาชมผู้หญิงสักคนว่าสวย และคำว่าสวย ตอนที่เขาพูด ก็ดันไม่ได้มองมาที่ฉันเสียด้วยสิ แต่ฉันก็ไม่คิดจะจับผิดในเรื่องโกหกเล็กๆ น้อยๆ นี่หรอก

ตอนนั่งรถมาพี่ปรานต์ ก็ถามฉันถึงเรื่องสัพเพเหระต่างๆ บางทีก็พูดถึงความหลังกันบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันจับสังเกตได้ก็คือ เขาไม่เอ่ยถึงยัยดาราเลย

แล้วรถก็มาจอดที่โรงแรม ที่ฉันเคยมากับโทนีแล้ว ดูเหมือนเกาะนี้ จะมีโรงแรมหรูอย่างนี้ไม่กี่แห่ง และที่นี่ก็ใกล้ทะเล บรรยากาศดี เพลงเพราะ อาหารอร่อย แต่ เมื่อเข้าไปข้างใน ฉันก็สะดุดกึก นายโทนี คุณหนูหวัง และยัยแมงหวี่ นั่งอยู่ก่อนแล้ว

“ จะไปสมทบพวกเขาไหม? ”

ยัยดารา เพิ่งจะโขกฉันเมื่อคืน เรื่องที่ปล่อยให้เฮียมันควงยัยหนูหวังออกงาน ฉันก็ถือว่าช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องของฉัน เพราะอยู่ถึงกรุงเทพฯโน่น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย แต่การที่เขากลับมาแล้ว และมานั่งกินข้าวกับสองคนนี่ โดยไม่ตรงกลับไปที่บ้าน มันทำให้ฉันโกรธ ฉันมีสิทธิ์ที่จะโกรธได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่คุยตกลงกับเขาเอาไว้ก่อนแล้ว

“ ไม่ ” ฉันตอบโดยไม่ลังเล

เราจึงเลือกที่นั่ง ห่างจากพวกนั้นคนละมุม ฉันยอมรับล่ะว่า แม้จะนั่งหันหลังให้คนพวกนั้น แต่ฉันก็อยากมีตาหลังว่าพวกนั้นจะเห็นเราหรือเปล่า?

“ ยังชอบ ยำปลาดุกฟูอยู่หรือเปล่า? ทอดมันกุ้งล่ะ? ”

“ เอามาทั้งสองอย่างเลย ” ฉันบอกแล้วย้อนถามเขาว่า “ พี่ปรานต์จะเอาเบียร์ หรือ ไวน์ ”

“ เบียร์สิ เดี๋ยวเปลือง ” เขาตอบแล้วหันไปสั่งเบียร์ยี่ห้อที่ฉันจำได้ว่าเขาชอบดื่ม แต่ฉันแกล้งตีหน้าสงสัยพูดว่า

“ เดี๋ยวนะ ถามให้ชัดก่อน ที่เลี้ยงข้าวนี่ รวมเครื่องดื่มไหม เพราะพัดจะเอาไวน์ ”

พี่ปรานต์หัวเราะ เสียงดัง เหมือนลืมตัว สมัยเป็นนักศึกษา เราจะมีเรื่องล้อกันเล่นถึงสิ่งนี้เสมอ เพราะบางครั้งที่บอกว่าจะเลี้ยงข้าว พี่ปรานต์ก็หน้าตาย เลี้ยงแต่ข้าวจริงๆ ไม่ยอมจ่ายค่ากับข้าว หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็งเปล่าเสียด้วยซ้ำ

“ เต็มที่ พี่จ่ายทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะ ” เขาตอบอย่างติดตลก

อารมณ์อันขุ่นมัวของฉัน หายไปเมื่อได้กินและพูดคุยถึงเรื่องต่างๆ กับพี่ปรานต์ เราสลับกันเล่าเรื่องสนุกๆ เปิ่นๆ สมัยเรียนอยู่ จนไวน์ฉันหมดขวด เบียร์ของพี่ปรานต์ก็ต้องสั่งเพิ่ม ไม่ได้สนอกสนใจใครจนกระทั่งได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นว่า

“ ไงโต๊ะนี้อิ่มแล้วยัง เราจะไปฟังเพลงกันต่อ ไปด้วยกันไหม? ”

ยัยแมงหวี่ เดินเยื้องย่างไปยืนอยู่ข้างหลังพี่ปรานต์ หันมามองฉันยิ้มๆ

“ ว่าไงพัด อยากไปไหม? ” พี่ปรานต์ถาม แต่ฉันไม่ทันได้ตอบ เจ้าหล่อนก็กรีดกราดขึ้นว่า

“ ต้าย ! พี่ปรานต์น่ารักจัง ยังต้องถามยัยพัดเหมือนเดิมเลย ”

“ ไปนะคะ พี่ปรานต์ ” เสียงยัยหนูหวังอ้อนมา แต่เจ้าหล่อน กลับยืนควงแขนกับโทนี ฉันมองสบสายตาเขา ที่มองตอบมาอย่างเฉยเมย

“ พัดไม่ไปค่ะ เชิญพี่ปรานต์เถอะ ”

“ ถ้างั้น ... ” พี่ปรานต์พูดยังไม่จบ นายโทนี วางมือบนไหล่เขา พูดว่า

“ งั้นคุณอยู่เทคแคร์เมียผมแล้วกัน ยังไงก็อย่าพาไปส่งดึกนักล่ะ ” เขาพูดอย่างนั้น แล้วก็หันไปพยักหน้าให้สองสาวนั่น “ เราไปกันเถอะ ”

ฉันหน้าร้อนผ่าว เพราะคำพูดและท่าทางของเขา แต่ก็พยักหน้ายิ้มตอบยัยแมงหวี่ และ คุณหนูหวังที่หันมายิ้มให้ฉันเหมือนดังจะเย้ย ขณะที่พี่ปรานต์เองก็นิ่งไปนานกว่าจะพูดว่า

“ ผู้ชายที่พูดออกมาอย่างนี้มีสองอย่าง ไม่ให้เกียรติ หรือ ไม่ก็... ”

“ ช่างแม่ง ! ผู้ชาย ” ฉันโพล่งขึ้นมาเฉย ทำเอา พี่ปรานต์ถึงกับอึ้งตาค้าง แล้วก็หัวเราะส่ายหน้าบอกว่า

“ พัดนี่ ไม่เปลี่ยนจริงๆ เขารู้หรือเปล่าว่าเราเป็นคนแบบนี้ ”

“ คนแบบไหน ” ฉันย้อนพยายามเหยียบอารมณ์ขุ่นมัวเอาไว้ให้มิด เวลาโกรธ ฉันพูดไม่ค่อยเพราะนักหรอก และฉันไม่ควรที่จะระบายอารมณ์นี้ใส่กับคนอื่น พี่ปรานต์กับฉันเพิ่งจะเจอกันวันแรกหลังจากไม่พบกันมาเสียนาน ไม่ควรจะทำให้เสียบรรยากาศ ดังนั้นฉันจึง เสไปเรียกพนักงานมาสั่งไวน์เพิ่ม พอพนักงานสาวพ้นไปฉันก็ไม่สนใจกับคำตอบของเขาถามต่อเลยว่า

“ พี่ปรานต์จะอยู่เมืองไทยนานไหม? ”

“ คิดว่าพี่จะไปอยู่ไหนล่ะ? ”

“ ไม่รู้สิ พี่ปรานต์ไปอยู่ฮ่องกงนานไม่ใช่เหรอ ยัยดารา เคยเล่าให้ฟังว่าพี่ปรานต์แต่งงาน แต่พัดเพิ่งรู้ไม่กี่วันจากคุณหนูหวังเรื่องพี่สาวเธอ ” พูดออกไปแล้วฉันไม่แน่ใจหรอกว่า การกล่าวถึงยัยดารา หรือ ภรรยา ของเขากันแน่ ที่ทำให้พี่ปรานต์อึ้งไป แล้วเขาก็ยักไหล่

“ อย่าพูดถึงเลย ”

ฉันก็ไม่อยากพูดเลยต่างหาก

แต่ฉันคิดว่า พี่ปรานต์รู้ว่าฉันรู้สึกยังไง เพราะเราเคยสนิทสนมกันมาก่อนเขารู้นิสัยฉันพอๆ กับยัยดารา แล้วทั้งฉันและพี่ปรานต์ ต่างพยายามหาเรื่องมาคุย และหลีกเลี่ยงที่สุดจะไม่พูดถึงเรื่องส่วนตัวของกันและกันอีก

แต่ ... นายโทนีมีสิทธิ์อะไรมาพูดและแสดงกิริยาอย่างนี้ ใส่ฉัน

๒๒.๐๕

ฉันกลับมาถึงบ้านไม่ช้าหรือเร็วเกินไป แต่มีปัญหายุ่งยากนิดหน่อย คือ ฉันลืมเอากุญแจบ้านออกไปด้วย จึงต้องเสียเวลาเดินไปที่พักของลุงสม ขอยืมกุญแจมาเปิด พี่ปรานต์อยู่จนฉันเข้าบ้านได้จึงกลับ

พอได้อาบน้ำอาบท่าแล้วก็นอนไม่หลับ มานั่งซุกอยู่ที่เก้าอี้มองผ่านกระจกออกไป

ดวงจันทร์ลอยอยู่สูง สียวนตา แต่ไม่ยักเปล่งรัศมีรอบๆ ให้ท้องฟ้าสว่างไปด้วย มันเหมือน กับเอาวงกลมสีเหลืองอมส้ม ไปแขวนไว้กระดานที่มืดมิด แม้แต่ดาวก็ไม่มากระพริบแสงวับวาบ

ทำไมคืนนี้ มันเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง ไร้ชีวิต แม้แต่นางฟ้าน้อย และ นายซาตานก็ หายเงียบไป

ฉันรู้ว่าความโกรธที่ซ่อนลึกอยู่ มันแฝงไปด้วยความผิดหวัง น้อยใจ แต่ก็พยายามคิดว่าเสียว่า ช่างเถอะ ก็ถ้าหากคนเขาไม่คิดจะรักษาคำพูด มันก็ แค่นั้น ฉันจะไปทำอะไรกับเขาได้ ฉันไม่ควรที่จะให้ใครมามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของฉันมากไปกว่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน มันไม่ใช่เรื่องจริง ก็อย่าไปให้ความสำคัญกับมันนักเลย ฉันมาที่นี่เพื่อจะเขียนนวนิยาย ฉันก็ควรจะมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้น พอเวลาที่กำหนดผ่านไป เรื่องนี้ก็ต้องผ่านไปเช่นกัน

แว่วเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แต่ฉันคร้าน ที่จะลุกไปรับ ปล่อยให้มันเงียบหายไปเอง

ไม่มีเรื่องสำคัญ สำหรับฉันหรอกตอนนี้

- - - - - - -

จุดอ่อนของตัวละคร

วิธีง่าย ๆ ในการเลือกจุดอ่อนของตัวละครคือ

มองไปที่เรื่องและวาดภาพความเชื่อของตัวละครยึดถือ

และทำให้เป้าหมายความเป็นไปได้

บางทีเขาปฏิเสธที่จะให้อภัยบางคน

หรือยอมตายจากสิ่งโง่ๆ

ตลอดทั้งเรื่อง เขาเรียนรู้ที่จะเอาชนะจุดอ่อนนั้น

ตัวละครมองเห็นจุดอ่อนเหมือนจุดแข็งในตอนแรก

แต่ในที่สุดได้ค้นพบทำไมมันคือจุดอ่อนและใช้เป็นวิธีในการบรรลุความสำเร็จ

เลือกจุดสำคัญของตัวละครในคำเดียว

ฉลาด ตลก น่ารำคาญ ช่างฉุนเฉียว เลือกแล้วก็ติดอยู่กับมัน

มีผู้ชายอยู่ 4 ประเภท ที่น่าจะจับเอาไปเป็นพระเอกของคุณได้

1.มืออาชีพ เชื่อว่าเขาคือคนเก่งที่สุด

2.พวกไม่สู้จะเต็มใจนัก เป็นพวกที่ถูกบังคับ หรือลากให้เข้าไปสู่การเป็นฮีโร่

3.พวกที่กระตือรือร้น ไม่เคยเลยที่จะไม่เอาตัวเข้าไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ

4.พวกชอบสนุก หาเรื่องขบขัน สังสรรค์ไปเรื่อย .

- - - -- -

top


ฟีลิปดา

 

©  ลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย โดย ฟีลิปดา
ติดต่อ  philipda@forwriter.com

 

 


 

๑๐๐ คำถามสร้างนักเขียน
นวนิยายคุณเขียนได้ด้วยตัวเอง
 

 

ดั่งไฟรัก

 

 

ดั่งไฟพิศวาส
นวนิยายรักเร้าอารมณ์
 

 


2009 free writing
 

 

 

http://www.forwriter.com . © 2005 All rights reserved.