forwriter.com
 
นวนิยายโรแมนติก

 

บันทึกร้อยวันฉันจะเขียนนวนิยายให้จบ

 

 

                                                                                              วันที่ ๒๑

วันที่ ๒๐

พล็อตนวนิยายรัก

 

 

ฝนตกอีกแล้ว ท่าจะตกหนักเสียด้วย ฉันนอนฟังเสียงเม็ดฝนพรำ สลับกับสายฟ้าแลบเป็นครั้งคราว ใกล้จะแปดโมงเช้า แต่ด้านนอกยังมืดอยู่เลย มันเป็นวันที่น่าทำตัวขี้เกียจเสียจริงๆ ฉันพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง อากาศอย่างนี้น่าจะได้นอนอ่านนวนิยายรัก แล้วก็ฟังเพลงหวานๆ ไปด้วย ฉันลุกขึ้น ไปหยิบหนังสือเล่มโปรด แต่ยังไม่ทันจะได้กลับมานอนอ่าน เสียงโทรศัพท์ที่หัวเตียงก็ดังขึ้น

มีคนเดียวที่ใช้เบอร์นี้ เจ้าของบ้านล่ะ มีเรื่องอะไรของเขา ถึงได้โทรมา แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่ทะเลาะพนันกันเมื่อคืน และแม้ว่าฉันจะมีภาวะอารมณ์เข้าสู่ปกติแล้วในตอนนี้ แต่ฉันก็ยักไหล่ใส่โทรศัพท์ อยากดังก็ดังไป ฉันตั้งใจที่จะไม่สนจริงๆ

แล้วมันก็เงียบไปจริงๆ พอๆ กับฉัน ก็ไม่ได้สนใจ กำลังสนุกกับเรื่องที่ฉันอ่าน อ่านได้เกือบสองบท ก็ได้ยินเคาะประตูดังขึ้น

หากฉันหลับ และมีเสียงฝนพรำอยู่อย่างนี้ ก็เป็นไปได้ว่า ฉันจะไม่ได้ยินเสียงเคาะ ฉันมีข้อแก้ตัวเรียบร้อยแล้ว เลยไม่สนอีก อ่านหนังสือต่อไป สักครู่เสียงคลิ๊ก ที่ประตูก็ดังขึ้น

ให้ตาย ! ลืม เขาเคยบอกว่า มีกุญแจห้องนี่นา

ฉันรีบเอาหนังสือยัดใต้ผ้าห่ม ลดตัวลงนอนก่อนจะแกล้งไก๋ลืมตา เหมือนคนเพิ่งรู้สึกตัว รู้อะไรไหม ฉันเก่งนะเรื่องแบบนี้ และเนียนจริงๆ ด้วยเอ้า ! … ขนาดยัยดารา มันยังเคยให้นิยามเกี่ยวกับฉันไว้เลยว่า

พัดชาวดี หมายถึง สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่แกล้งทำได้ทุกอย่าง ที่อยากทำ

เชื่อเพื่อนฉันเถอะ มันตาถึงเรื่องนี้

นายโทนี เดินเข้ามา พร้อมกับโทรศัพท์มือถือของเขา

“ โทรศัพท์เป็นอะไร ไม่รับสายยัยดาว พูดกันเสียให้เสร็จๆ ไม่งั้นก็จะโทรมากวนฉันไม่ได้หยุด ” พูดแล้วก็ยื่นมือถือเขาให้ฉัน

ฉันมองเขาตาขวางก่อนจะ รับมา

“ มีอะไร? ”

“ เมื่อคืนแกไปกินข้าว กับพี่ปรานต์ใช่ไหม? ”

“ ใช่ ”

“ ทำไม? ”

“ อ้าวถามโง่ๆ คนมันหิวก็ต้องกินสิ ”

“ ทำไมไม่ไปกับเฮีย ”

“ ขาไม่ได้ติดกันโว้ย ! ”

“ แกทะเลาะกับเฮียเหรอ? ”

“ ไม่รู้ ” ฉันตอบ แต่มองดูเขา ที่ยังยืนมองเฉย เหมือนรอเอาโทรศัพท์คืนอยู่อย่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย

“ มีอะไรอีกไหม ฉันปวดหัวเป็นบ้า สายๆแล้วจะโทรกลับ ”

ฉันไม่รอคำตอบ กดสายทิ้ง แล้วก็ยื่นโทรศัพท์คืนให้เขา

“ ไม่สบายเหรอ? ”

“ คุณมียาพารา หรือ แอสไพริน สักเม็ดไหม? ปวดหัวจัง ” ฉันย้อนตามน้ำ

“ เดี๋ยวจะเอามาให้ ” เขาบอก แล้วเดินออกไป

อ้าว เฮ้ย ! เขาเอาจริงนี่หว่า ซวยสิฉัน เมื่อหัดจะเป็นคนโกหกเก่ง ก็ต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่ตามมา ยาแค่เม็ดเดียวคงไม่ตายหรอกยัยพัด และฉันก็เริ่มจะปวดหัวเสียจริงๆ เมื่อเขากลับมาพร้อมน้ำขวดหนึ่ง ไม่มีแก้ว เขายื่นขวดน้ำให้ก่อนจะเปิดกระปุกยา หยิบมาให้ฉันเม็ดหนึ่ง ฉันก็รับมากรอกเข้าปากเงียบ ๆ วางขวดน้ำไว้โต๊ะข้างเตียง ไม่คืนเขา เพราะฉันต้องการน้ำอีกมาก เพื่อเจือจางยาที่ฉันกินลงไป แม้ว่าตอนนี้ ชักจะปวดหัวเอาจริงๆ นั่นแหละ

“ มีอะไรให้ช่วยอีกไหม? ”

พอเขาถามอย่างนี้ฉันลืมเรื่องอื่นไปเลย เมื่อแกล้ง ตบที่ข้างๆ ตัวพูดเสียงอ่อนๆ ว่า

“ มานอนให้กอดหน่อยสิคะ อยากกอดผู้ชายสักคน ”

พูดออกไปแล้วฉันก็อดจะหัวเราะไม่ได้ มันขำที่ตัวเองกล้าพูด กับสีหน้าตะลึงกระพริบตาปริบไปชั่ววูบของเขา ฉันฟุบหน้าลงกับหมอนหัวเราะ ไม่หยุด แล้วก็ได้ยินเสียงเขาพูด ก่อนจะเดินออกไปว่า

“ ผ่าสิ ขืนท้าแบบนี้ คงเจอสักวันหรอก ”

ยังกับฉันจะกลัวนักนี่ พูดจาไม่เพราะเลย นายทนง จำให้ดี

เอ... จนป่านนี้ฉันยังไม่รู้จักนามสกุลเขาเลยแฮะ

 

 

ฉันออกมาจากห้องตอนใกล้เที่ยง กลิ่นส้มตำโชยมา จนฉันน้ำลายสอ รีบเดินไปที่โต๊ะ ลุงสมเตรียมข้าวเหนียวส้มตำ ไก่ย่าง น้ำตกเอาไว้ให้ หันไปทางนายโทนี ก็เห็นเขาลุกจากหน้าจอทีวีพอดี

“ ฉันให้ลุงสม ต้มข้าวต้มไว้ให้เธอ ”

ฉันเบิกตามองเขาอย่างเหลือเชื่อ พร้อมกับสื่อสัญญาณไปว่า จะห่วงใยเกินเหตุไปไหมเฮีย ให้ฉันกินยาเม็ด หนึ่งฉันยอมได้ แต่ไม่ให้ฉันกินส้มตำไก่ย่างละก็ ... ฉันสู้ตาย ! แต่เมื่อเขาไม่อาจรับสัญญาณนี้ได้ฉันก็เลยพูดไปว่า

“ ฉันแค่ปวดหัวไม่ใช่คนป่วย จะได้กินข้าวต้ม และตอนนี้หายแล้ว ”

แล้วฉันก็นั่งประจำที่ จานช้อนที่ลุงสมเตรียมไว้ให้เขา ถูกฉันยึด เขาเลยต้องเดินไปหยิบจานกับช้อนชุดใหม่เอาเอง

“ ช้าๆ ก็ได้ ฉันไม่แย่งหรอก ”

ฉันไม่ตอบคำแซวของเขา เพราะไก่ย่างเต็มปาก ความจริงฉันหิวด้วยนะ เพราะตอนเช้าไม่ได้ออกมากินอะไร ตอนนี้ฉันก็แค่พยายามไม่ให้ไก่ติดคอแค่นั้น

มาอยู่นี่ร่วมจะสามอาทิตย์เข้าให้แล้ว เพิ่งมีวันนี้แหละที่ได้กินส้มตำไก่ย่าง มันอร่อยด้วยนะ เป็นส้มตำปูม้าของโปรดฉันเสียด้วย รสชาติก็จัดจ้านกลมกล่อมถูกใจ ไม่ใช่มีแต่หวานหรือเปรี้ยว อย่างที่ได้กินทั่วๆไป เห็นทีเมนูนี้ต้องบอกลุงสมทำบ่อยขึ้นแล้ว แม้จะมีคนบอกเสมอว่า เวลาอยากรู้จักตัวตนของผู้หญิงจริงๆ ก็พาไปกินข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างก็เถอะ แต่โทษที เรื่องกิน ฉันไม่คิดจะกระมิดกระเมี้ยนเด็ดขาด เกือบเผลอเลียนิ้วตัวเองเสียด้วยแน่ะ ตอนเขาถามว่า

“ อิ่มแล้วเหรอ? ”

ฉันพยักหน้าแล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม พอวางแก้วลงเขาก็พูดว่า

“ แม่จะมาถึงพรุ่งนี้เย็น ”

ราวกับโลกทั้งโลกถล่มใส่หัวฉัน มันปวดหนึบขึ้นมาทีเดียว ของจริงทีนี้ของจริง ยืนยัน

“ เลื่อนไปอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ปวดหัว ” ฉันถามเสียงอ่อยไม่รู้ตัว เขายิ้มแล้วย้อนว่า

“ ก็คงได้หรอกนะ ถ้าฉันบอกว่า แม่ครับอย่าเพิ่งมาเลย เมียผมเขาปวดหัวไม่อยากรบกับแม่ ”

“ โอย ... ” ฉันครางอย่างขัดใจ “ อย่าพูดเล่นได้ไหม? แล้วไอ้คำว่า เมีย เลิกพูดเสียที ได้ยินแล้วมันพาลจะโมโหเอาดื้อๆ ”

“ เอ... ฉันชักจะคุ้นปากแล้วคำนี้ ”

“ อยู่ด้วยกันสองคน ฉันไม่อนุญาตให้พูด ” ฉันยืนยันเสียงแข็ง

เขาหัวเราะหึ แต่ดูหน้าแล้วก็รู้หรอกว่า หากเขาอยากพูด ก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตฉัน อะไรจะอ่านใจได้ง่ายขนาดนี้นะ

“ ทำไมคุณไม่ชวนท่านไปเที่ยวใต้ต่อสักอาทิตย์ล่ะ ” ฉันพยามยามเสนอแนะ

“ แล้วก็ยกโขยงไปกันทั้งคุณหนูหวัง แล้วก็เพื่อนเธอด้วยนะเหรอ? ” เขาย้อน อย่างมีนัย

มันเรื่องอะไรเขาจะมาพูดอย่างนี้กับฉัน เขาก็รู้อยู่แล้วนี่ว่า หากเรื่องใดเกี่ยวกับยัยแมงหวี่ เป็นทำให้ฉันโกรธ เข้าข่ายแบคเมล์ ชัดๆ ไม่ได้ๆ ฉันจะทำให้เขาเอาเรื่องนี้ มาคอยข่มขู่ฉันไม่ได้ มันต้องโกรธ !

“ อยากจะทำอะไรก็เชิญ !”

ฉันเดินเข้าห้อง ปิดประตูเสียงลั่นบ้าน หากเป็นปกติฉันจะไม่เป็นแบบนี้ แต่มันเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ดีที่สุดก็คือนอนซะ เขาเข้ามาตอนที่ฉันเปิดกระปุกยาหยิบพาราออกมา เขายังไม่ได้พูดอะไร ฉันก็โบกมือเสียก่อน

“ ไม่ต้องพูดอะไร เพราะฉันปวดหัวอารมณ์ไม่ดี ไม่รับฟังเรื่องอะไรทั้งสิ้น หากไม่อยากทะเลาะกันให้ฉันแสดงอะไรร้ายๆ ออกมา ก็ออกไปเดี๋ยวนี้ ฉันจะนอนพัก ”

ฉันกินยา แล้วขึ้นเตียง หันหลังให้ อย่างไม่สนใจ ก็ไม่คิดหรอกว่าเขาจะทำตามง่ายๆ และมันก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเสียงฝีเท้าเขาเดินเข้ามาใกล้ ฉันผลุดลุกขึ้นนั่งมองเขาเขม็ง

“ ฉันงงพฤติกรรมเธอนะ ” เสียงเขาเคร่งขรึม “ เอาเป็นว่าฉันจะติดธุระอยู่ที่กรุงเทพฯสักคืนสองคืน และจะชวนท่านอยู่ด้วย ได้แค่นี้หวังว่าคงพอใจนะ ” เขาไม่อยู่รอคำตอบ เดินออกไปเลย

ใช่ว่าเขาจะงงพฤติกรรมของฉันคนเดียวนะ ฉันเองก็ยังงงตัวเองเลย ที่นอนยิ้ม อยู่ได้คนเดียวตั้งนานสองนาน ได้วันสองวันก็เอาน่ะ

กฎในการโกรธข้อที่สอง ชิงเป็นฝ่ายโกรธก่อน ได้เปรียบอย่างนี้แหละ จำไว้ ! ^--^

แล้วฉันก็โทรไปหายัยดารา กะจะเคลียร์เรื่องที่มันพูดกับพี่ปรานต์เสียหน่อย แต่ปรากฏว่า สาย มันไม่ว่าง ก็เลยนอน (อีกแล้วครับท่าน)

๑๙.๓๐ น.

ระหว่างที่กินอาหารเย็น เราไม่ได้คุยกันเลย ท่าทางเขาเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ แต่ฉันก็อย่างว่า หากเขาไม่พูดก่อนฉันก็ไม่ใช่คนที่จะพยายามดั้นด้นหาเรื่องมาพูด ก็คนมันเจอกันทุกวัน บางทีก็หาเรื่องพูดยาก เหมือนกันนะ

ดังนั้นพอกินเสร็จ เขาเดินไปเปิดทีวีดู ฉันก็เดินไปที่โต๊ะทำงาน วันนี้ฉันทำตัวเป็นนางห้องทั้งวันแล้ว อย่างน้อย ก็น่าจะได้งานสักหน่อย ฉันหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน

เหตุการณ์หรือพล็อตในนวนิยายรัก ที่เห็นบ่อยๆ

1.ความจำเสื่อม - -- ตัวละครตัวหนึ่งช่วยเหลือ หรือหาประโยชน์จากตัวละครอื่นที่ความจำเสื่อม

2.ซินเดอเรลลา - - - ถือเป็นพล็อตคลาสสิก ตัวละครเอกที่เป็นหญิงหรือชาย หลุดพ้นจากความตกต่ำ สู่ความสูงสุด และชนะใจเจ้าชายหรือเจ้าหญิง หลังจากผ่านการกลั่นแกล้งไม่ให้ได้รับสิทธ์ หรือ ความต้องการที่เป็นจริงของตน

3.ลักพา - - - ตัวละครหนึ่งถูกลักพา และตกหลุมรักกับ อีกคน ซึ่งอาจจะเป็นคนที่ลักพาตัวเอง คนที่มาช่วยเหลือ หรืออื่นๆ เช่นตำรวจ นักสืบ

4.เข้าใจผิดในตัวตนของอีกฝ่าย - - - - ตัวละครหนึ่ง ไม่เป็นอย่างที่เขาหรือเธอคิด

5.ความลับเรื่องลูก - - - - ตัวละครหญิงมีลูก แต่พ่อเขาไม่รู้ ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่พ่อเขาเองก็ยังไม่รู้ว่า ว่านั่นลูกเขา

6.ความลับที่ไม่อาจเปิดเผย --- ตัวละครหนึ่งที่มีความลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ไม่งั้นเขาอาจจะสูญสิ้นความรัก หรือ สิ่งสำคัญสำหรับเขาในตอนนี้

7.หลงทางหรือติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง - - - ตัวละครสองตัวที่ถูกวางเอาไว้ว่าไม่สนใจซึ่งกันและกัน อาจจะถึงกับเกลียดกันด้วยซ้ำ ถูกจับให้ไปอยู่ในที่โดดเดี่ยว ถูกบังคับให้ต้องใกล้ชิดกันด้วยหลุมพรางอันตรายที่ต้องช่วยกันเอาตัวรอด มันสร้างความแปลกใจให้กับพวกเขา ที่เริ่มจะเรียนรู้เคารพซึ่งกันและกัน เป็นห่วงเป็นใยกัน และรักกันในที่สุด

8.ความพยาบาทของครอบครัว - -- ตัวละครสองตัวสนใจซึ่งกันและกัน หรือ อาจจะรักกัน แต่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้เพราะครอบครัวเป็นศัตรูกัน ( อย่างโรเมโอ จูเลียต)

9. หนูบ้านนอกกับหนูในเมือง - - - - -ตัวละครที่มีทัศนคติแตกต่างกัน ซึ่งตัวละครตัวหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาความรักเอาไว้

10. ความแตกต่างทางชนชั้น - - -- ตัวละครหนึ่งมีโลกที่ต่างไปจากอีกตัวหนึ่ง ไม่จำเป็นเฉพาะเรื่องเงิน อาจะหมายถึง สังคมสิ่งแวดล้อม การศึกษา การใช้ชีวิต อาชีพการงาน

อ่านได้แค่นี้ ฉันก็ต้องหลับตาวางหนังสือลง มันไม่มีสมาธิเอาเสียเลย แล้วนายโทนีก็เดินเข้ามาพูดว่า

“ ไปเดินเล่นกันไหม? ”

ฉันยังไม่ตอบ เขาก็บอกต่อว่า “ ไปหยิบเสื้อแขนยาวมาใส่ไป๊ เดี๋ยวโดนลมจะไม่สบายไปอีก ”

สรุปคือต้องไป

แม้ฝนจะตกครึ่งค่อนวัน แต่ลมไม่ได้พัดแรงอย่างที่คิด กำลังเอื่อยเย็นสบาย เสียงคลื่นซัดซ่าเบาๆ เป็นจังหวะ ฉันสูดลมหายใจลึกมองดวงดาวที่วิบวับแข่งกันบนท้องฟ้า แม้จะมองไม่เห็นดวงจันทร์ แต่มันก็ไม่ได้มืดมากนัก ดวงจันทร์อาจจะหลบอยู่ตรงไหนสักแห่งทางด้านโน้น (ไหน?) ฉันมั่นใจเพราะเห็นจุดสว่างที่มองเห็นเมฆขาวบางอยู่สูงไกลๆ ได้

เราเดินเคียงข้างกันไปเรื่อยๆ ใจฉันนั้นก็คิดอยู่หรอกว่า เขาคงจะมีอะไรคุยด้วย ก็รอให้เขาพูดออกมา แต่ก็ไม่เห็นเขาเอ่ยปากเสียที เดินเกือบสองร้อยเมตรละมัง เขาจึงพูดว่า

“ ฉันอยากให้เธอย้ายของขึ้นไปพรุ่งนี้ จะได้ให้ลุงสมหาคนมาทำสะอาดห้องเธอให้เรียบร้อยก่อน ”

“ ได้ ” ฉันตอบสั้นๆ เดินมาตั้งนานพูดได้แค่นี้เหรอ ? เงียบกันไปครู่หนึ่งเขาก็ถามว่า

“ เคยทะเลาะกับแม่ตัวเองบ้างไหม? ”

ฉันหัวเราะ อย่างฉันนี่นะเหรอไม่เคยทะเลาะกับแม่ ใครมีแม่แล้วไม่เคยทะเลาะกับแม่ยกมือขึ้นรับรางวัลลูกดีเด่นกตัญญูได้เลย แต่มันเรื่องอะไรจะบอก ให้เสียภาพพจน์ล่ะ?

“ แม่ฉันเป็นแม่ชี ไปทะเลาะกับท่านได้ยังไง ”

“ แต่แม่ฉัน ท่านยั่วคนเก่ง ”

ฉันอยากตอบไปว่า พอกันกับคุณนั่นแหละ แต่ก็กลัวเสียบรรยากาศ แต่เขาน่าจะรู้ตัวดีอยู่แล้วโดยที่ฉันไม่ต้องย้ำ ว่าไหม?

“ มีเรื่องขอร้องหน่อย ” ท่าทางเขาอึดอัดใจเมื่อพูดต่อว่า “ ยอมให้ท่านสักนิด โกรธโมโหอะไร ก็มาลงที่ฉันแล้วกัน ”

คุณพระ ! พัดชาวดี อะไรเธอจะดวงดี ฟลุ้กถึงขนาดนี้ จู่ๆ นกก็บินมาตกต่อหน้าโดยไม่ต้องใช้หนังสะติ๊กยิง แสดงว่าเขาต้องแคร์แม่ของเขามากนะนี่ ถึงได้ยอมเปิดหน้าให้ฉันชกได้ขนาดนี้ แต่โธ่เอ้ย ! ฉันจะไปแข็งก้าวร้าวอะไรกับใครเขาทำไม โดยพื้นนิสัยที่ลึกมากๆ ของฉัน ก็มีนิสัยไทยแท้ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้หลักผู้ใหญ่อยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบอกฉันก็ทำเป็น แต่ในเมื่อเขาพูดมาอย่างนี้ ฉันก็ตอบสนองได้ง่ายๆ เลยสิว่า

“ ได้ แต่ฉันมีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง ”

“ อะไร? ”

“ ย้ายขึ้นไปแล้ว ฉันต้องได้นอนเตียงใหญ่คนเดียว ”

เขาขมวดคิ้วมองหน้าฉัน แล้วก็ถามว่า

“ แล้วโต๊ะทำงานเธอล่ะ? ”

“ ยกขึ้นไปด้วย ”

นายโทนีหยุดมองหน้าฉัน อมยิ้มน้อยๆ เมื่อพยักหน้าบอกว่า

“ ได้ ”

กลับมาอยู่ในห้องฉันก็คิดว่า ตัวเองได้เปรียบนะงานนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันกังวลใจอยู่มาก กับการย้ายขึ้นไปอยู่ในห้องเขา นอนห้องเดียวกันก็พอทำใจได้ล่ะ แต่จะให้นอนเตียงเดียวกัน โทษที ฉันไม่เอา ไม่ใช่นางเอกย่ะ ชีวิตต้องไม่เลียนแบบนวนิยาย พูดกันเสียให้เคลียร์ไปเลยดีกว่า และฉันก็ควรจะโล่งใจได้แล้ว

แต่แววตาเขานี่สิ มันทำให้ฉันนึกสังหรณ์ใจว่า ฉันต้องพลาดอะไรสักอย่าง แต่มันอะไรนะ คิดไม่ออก เขาตกลงง่ายเหมือนกัน มันผิดจากนิสัยเขานะ

ทำไมกลายเป็นผู้หญิงขี้ระแวงอย่างนี้นะ พัดชาวดี นางฟ้าน้อยทำปากยื่นๆ พูดใส่หน้าฉัน

ส่วนนายซาตานก็เพียงแต่ทำหน้าหล่ออมยิ้มกอดอก มองฉันอย่างมีลับลมคมนัย

นายนี่เก๊กท่าเหมือนใครหว่า? รู้อะไรแล้วไม่บอกกันหรือเปล่าฮึ? จะแปรพักตร์รึไง?

- - - - - - -

1. กฎแห่งการแบ่งปันของฉัน - - - ฉันต้องเป็นฝ่ายได้ก่อน จึงจะเป็นฝ่ายให้ตอบทีหลัง

2. ต้องเร่งตัวเองให้เขียนเรื่องเร็วขึ้น เพราะตอนที่แม่เขาอยู่ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น

3. อย่าลืมโทรเคลียร์กับยัยดาราเรื่องพี่ปรานต์ (อันนี้ลืมอยู่เรื่อยเชียว)

4. ความสำเร็จ คือ คุณได้ในสิ่งที่คุณปรารถนา

5. ความสุข คือ คุณปรารถนา ในสิ่งที่คุณได้มา

6. ฝึกใช้จินตนาการได้แล้วตั้งแต่วันนี้

7. จะเกิดอะไรขึ้นถ้า ...

8. เพราะจะเขียนนวนิยายรัก ควรคิดถึงเรื่อง โรแมนติก สักวันละเรื่อง ก่อนนอน ( โอ ... แย่แน่เรา)

9. มันจะง่ายแค่ไหนนะ สำหรับการตกหลุมรักใครสักคน?

10. หากขอพรที่เป็นจริงได้หนึ่งข้อ ฉันจะขอให้ฉัน เขียนนวนิยายได้จบใน 100 วันจริงๆ ... รึ?

:+:+:+:+:+

เข้าไปพูดคุยกับฟีลิปดาเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้ได้ทีบล็อกนี้ค่ะ คลิก

 

 

วันที่ ๒๑  

 

:+:+:+:+:+:+:+:+:

 

บันทึกร้อยวัน...ฉันจะเขียนนวนิยายให้จบ
(สั่งซื้อที่เว็บได้แล้วค่ะ)


ปกติราคา 360 บาท
จำนวนหน้า : 810 หน้า
ขนาด : 210 x 144 x 42 mm
พิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา เย็บกี่ไสกาว
มีจำหน่ายที่ที่ร้านนายอินทร์และร้านหนังสือทั่วไป

สั่งซื้อที่เว็บไซต์ ลดเหลือ 324 บาท
ส่งฟรีทั่วประเทศไทยค่ะ

สั่งซื้อ

 


ฟีลิปดา

 

©  ลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย โดย ฟีลิปดา
ติดต่อ  philipda@forwriter.com

 

 


 

๑๐๐ คำถามสร้างนักเขียน
นวนิยายคุณเขียนได้ด้วยตัวเอง
 

 

ดั่งไฟรัก

 

 

ดั่งไฟพิศวาส
นวนิยายรักเร้าอารมณ์
 

 


2009 free writing
 

 

 

http://www.forwriter.com . © 2005 All rights reserved.